การสอบ

แอพพลิเคชั่น

แอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้การศึกษาภาษาอังกฤษง่ายขึ้น

แอพพลิเคชั่น ในทุกๆวันนี้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนนับว่าเป็นส่วนหนึ่ง ของการใช้ชีวิตประจำวัน สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะทำอะไรแค่เพียง ติดตั้งแอพพลิเคชั่น พี่มีมากมายก็สามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการรวมถึงในปัจจุบันนี้ยังมีแอพพลิเคชั่นที่ช่วยสอนช่วยฝึกภาษาอังกฤษให้สามารถเข้าใจได้อย่างมากขึ้น ลองมาดูว่ามี แอพอะไรที่น่าสนใจบ้างที่เป็นยอดที่นิยมในปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นEcho English Application นี้เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างภาครัฐบาลส่วนกระทรวงศึกษาธิการและภาคสถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งมีหลักสูตรให้ผู้เรียนสามารถฝึกฝนได้ถึง 200 บทเรียนที่เกี่ยวข้องกับ การใช้ภาษาทั้งการพูดการอ่านและการเขียน ในฟีเจอร์ของแอพพลิเคชั่นนี้ก็จะมีรูปแบบวีดีโอให้ฝึกฝนและเรียนรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆว่าต้องใช้ภาษาแบบไหน สถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ภาษาอังกฤษที่ใช้ติดต่อสื่อสารทั้งด้านธุรกิจ วิชาชีพต่างๆ อีกทั้งยังมีพื้นฐานการใช้ภาษา ประเภท การถามทางบทสนทนาพื้นฐาน ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึง ยังมีระบบการทดสอบเพื่อประเมินผล การเรียนจากในแอพพลิเคชั่นว่าอยู่ในระดับใดเพื่อพัฒนาทักษะเพิ่มเติมมากขึ้นซึ่งรองรับการใช้งาน Smart Phone ทั้งระบบ iOS และ Android และเป็น Application ที่เปิดใช้บริการฟรี แอพพลิเคชั่น Speak Practice your English อันนี้เป็นแอพพลิเคชั่นที่เน้นทักษะในการพูดและฟังภาษาอังกฤษ โดยแอพพลิเคชั่นมีรูปแบบแอพพลิเคชั่นคล้ายคลึงกับแอพพลิเคชั่นสนทนาทั่วไปที่มีการฝึกพิมพ์รูปประโยคต่างๆและยังส่งเสียงตอบโต้กันได้ รูปแบบการใช้ App เหมือนการเล่นเกมเพราะว่าเมื่อผ่านตัวละครที่สนทนาเป็นตัวอย่างแล้วก็จะปลดล็อคตัวละครอื่นๆในแอพพลิเคชั่น ให้สนทนาในสถานการณ์ที่แตกต่างๆกัน มีความโดดเด่นก็คือการพูดเข้าในแอพนี้จะมีการบอกแสดงให้รู้ว่าประโยคที่พูดออกไปเป็นประโยคที่สื่อสารได้รู้เรื่องหรือไม่ และรองรับการใช้งานผ่าน Smart Phone…

เรียนออนไลน์

5 เว็บการเรียนรู้ออนไลน์ รวมมาให้แล้วสำหรับนักเรียน

5 เว็บการเรียนรู้ออนไลน์ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส-19 ทำให้เกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทำให้หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งในส่วนของการเรียนหรือการศึกษาก็ได้รับผลกระทบจำนวนไม่น้อย ดังนั้นเราจะมาแนะนำ เว็บไซต์สำหรับเรียนรู้ออนไลน์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน                 Khan Academy                เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมการเรียนรู้ในด้านของ คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และความรู้ในด้านอื่นๆอีกมากมาย โดยใช้เป็นสื่อวิดีโอในการสอน และยังมีการเก็บสถิติ การเรียนของผู้ที่เข้าเรียนเอาไว้เพื่อให้ได้เปรียบเทียบ อีกด้วย TED-Ed                เป็นอีกเว็บไซต์หนึ่งที่มีบทเรียนมากมายและยังมีบทเรียน ที่ได้รับรางวัลต่าง ได้นำมาให้ผู้เรียนได้เข้ามาศึกษากัน รวมถึง ยังมีระบบที่ให้ผู้เรียนสามารถอัพ โหลดวิดีโอของตัวเอง ลงไปในเว็บไซต์ได้อีกด้วย Udemy                เป็นเว็บไซต์ที่ได้ร่วมบทเรียนต่างๆเอาไว้มากมาย กว่า30,000บทเรียน ที่จะ แยกออกเป็นแต่ละหมวดหมู่วิชา และยังเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่มีการอัพเดท บทเรียนอยู่ตลอดเวลา โดยมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงวิชา ให้ความรู้และอีกด้วย Project Gutenberg ในเว็บนี้มีหลายคนได้เปรียบไว้ว่า ดังห้องสมุดออนไลน์ที่ขนาดใหญ่ ที่มี E-Book ให้ผู้ที่สนใจเข้าไปดาวน์โหลดกัน มากกว่า 50,000 แบบไม่ต้องเสียเงินเลย…

ห้องเรียนกลับด้าน การเรียนการสอนแบบใหม่ที่ตรงใจนักเรียน

ห้องเรียนกลับด้าน การเรียนการสอนแบบใหม่ ที่ตรงใจนักเรียน

อย่าเพิ่งตกใจว่า ห้องเรียนกลับด้าน เป็นการเรียนในห้องเรียนเอียงๆ หรือกลับด้านแบบเอาขาชี้ฟ้า…  แต่เป็นการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ปฏิวัติการศึกษาและความเชื่อเดิมๆ ของทั้งครูและนักเรียน  ซึ่งทางอเมริกาเขาวิจัยมาแล้วว่าทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างชัดเจน  มาดูกันว่าคืออะไร ห้องเรียนกลับด้าน คืออะไร ดีอย่างไร ห้องเรียนแบบเก่า สิ่งที่เกิดในห้องเรียนจะมีการเรียนการสอนปกติ  บางโรงเรียนที่มีเทคโนโลยีหน่อยก็จะให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  และเมื่อนักเรียนกลับบ้านแล้วก็จะมีการบ้านติดตัวไปให้ทำเพื่อฝึกฝน ห้องเรียนกลับด้านหรือที่เรียกว่า  Flipped  Classroom  มีรายละเอียดที่น่าศึกษา  ดังนี้ สิ่งที่เกิดในห้องเรียน คือ  จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อการเรียนรู้  (เป็นการจัดกิจกรรมหรือให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวิดีโอที่ให้นักเรียนดู  โดยครูมีหน้าที่ชี้แนะแต่ไม่ชี้นำ  เรียกว่าเป็นผู้ช่วยเหลือในยามที่เด็กติดขัดและกระตุ้นให้สามารถคิดด้วยตัวเอง)  ที่สำคัญการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนนำการบ้านมาทำได้  ซึ่งการทำการบ้านในห้องเรียนมีข้อดีหลายประการ  ได้แก่  1.  ช่วยลดปัญหาการลอกการบ้านเพื่อนในทุกเช้า  หากเด็กบางคนไม่สามารถทำเองได้ 2.  เด็กสามารถปรึกษาเพื่อน  นั่งทำการบ้านกันเป็นกลุ่มๆ ได้ 3.  เด็กสามารถสอบถามการบ้านจากครูผู้สอนเพื่อความกระจ่าง 4.  เด็กมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นเมื่อกลับบ้านแล้ว 5.  เด็กเรียนอย่างมีความสุขเพราะไม่มีการบ้านต้องทำที่บ้าน  และการทำการบ้านที่ห้องเรียนก็ไม่ต่างจากการทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อน สิ่งที่เกิดนอกห้องเรียน สิ่งที่เกิดนอกห้องเรียน  (นอกเวลาเรียน)  ของห้องเรียนกลับด้าน  คือ  จัดให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต …

เทคนิคลดความเครียด ของเด็กวัยเรียน อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคลดความเครียด ของเด็กวัยเรียน อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณกำลังอยู่ในวัยเรียน ก็ย่อมต้องประสบกับปัญหาความเครียดที่มาจากการเรียน ดังนั้นสมองของคุณจึงไม่ค่อยผ่อนคลาย และความตึงเครียดก็จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการทางสมองโดยตรง ดังนั้นวิธีที่จะเสริมสร้างการทำงานของสมองให้ดียิ่งขึ้น ก็คือการกำจัดความเครียด ซึ่งในที่นี้ขอแนะนำ เทคนิคลดความเครียด วิธีผ่อนคลายความเครียด แบบที่เป็นธรรมชาติ ทำง่าย และเหมาะกับเด็กนักเรียนนักศึกษาอย่างยิ่ง แนะนำ เทคนิคลดความเครียด ของเด็กวัยเรียน แบบที่เป็นธรรมชาติ เทคนิคลดความเครียดผ่อนคลายสมองจากการเรียนด้วยดนตรีเพราะๆ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีแบบมีทั้งเนื้อร้องและทำนอง หรือมีแต่ทำนองอย่างเดียว หากเป็นแบบที่เราชอบแล้ว เชื่อได้เลยว่าเราย่อมยิ้มได้ และความสุขในโลกส่วนตัวก็ย่อมเกิด จึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักจะพกพาดนตรีไปกับเขาทุกที่ เพราะดนตรีจะช่วยคลายทุกข์ ลดความเครียด และทำให้จิตใจเบิกบานได้ ขอแนะนำว่าคุณควรเลือกประเภทดนตรีในแบบที่ชอบ และในช่วงที่เครียดมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงอ่านหนังสือสอบ ก็ควรเลือกฟังดนตรีแบบที่เสียงไม่ดังมาก หรือไม่หนวกหูจนเกินไป เพราะเสียงที่ดังมากอาจทำให้ตื่นก็จริง แต่ก็จะกระตุ้นให้เครียดมากขึ้นด้วย เทคนิคลดความเครียดบรรเทาความเครียดจากการเรียนด้วยการกินแก้เครียด เด็กนักเรียนนักศึกษามักมีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว โดยเฉพาะช่วงใกล้สอบ เพราะมักจะกินมากเป็นพิเศษ พอเครียดปุ๊บก็กินปั๊บ คิดว่าการกินนี่แหละที่จะช่วยให้หายเครียดได้ทันที แต่ใช่ว่าอาหารทุกชนิดจะเหมาะสำหรับคลายเครียด อาหารที่ควรเน้นกินมากที่สุดในช่วงที่ใช้สมองมาก ๆ ก็คือ อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 12 ซึ่งจะช่วยบำรุงระบบประสาท ป้องกันอาการซึมเศร้า และบรรเทาอาการเครียดได้ด้วย  โดยพบได้มากในอาหารต่าง…

การเรียนรู้แบบ New Normal บ้านและการเรียนรู้ในยุคโควิด 19

การเรียนรู้แบบ New Normal บ้านและการเรียนรู้ในยุคโควิด 19

“บ้านคือโรงเรียนแห่งแรก พ่อแม่คือครูคนแรก” จากคำกล่าวข้างต้น พบได้ชัดเจนในช่วง โควิด 19 เนื่องจากเหล่าน้อง ๆ หนู ๆ ต้องปรับเปลี่ยนการเรียนในชั้นเรียนเป็นการเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็น การเรียนรู้แบบ New Normal ซึ่งสิ่งที่ยากจะควบคุมมาก ระหว่าง สมาธิของเด็กวัยนี้ กับการจดจ่อในการเรียนออนไลน์ ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมตลอดทั้งวัน ต่างจากบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนอย่างสิ้นเชิง การเรียนรู้แบบ New Normalการศึกษาที่เหมาะ ในยุคโควิด 19 การปิดโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนเรียนออนไลน์จากที่บ้าน การเรียนรู้แบบ New Normalส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครองอย่างมาก โดยเฉพาะ เด็กอนุบาล และเด็กประถม เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถอยู่บ้านคนเดียวหรือไม่สามารถเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตัวเองได้ มีหลายวิธีที่ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรหลานด้วยกิจกรรมง่ายๆราคาประหยัด เช่นการอ่านหนังสือ หรือการร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นประจำ ซึ่งสามารถสนับสนุนทักษะภาษาขั้นพื้นฐานของพวกเขาได้ หรือการนำเสนอประสบการณ์ต่าง ๆ รอบตัวเรา เช่นการสำรวจชุมชนในท้องถิ่น สามารถกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลก ได้เป็นอย่างดี และสนับสนุนด้านทักษะวิชาการให้เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิต เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการพัฒนาทางกายภาพ เป็นการเรียนรู้ทั้งการปฏิบัติ…

ผลสำรวจสาเหตุ การอ่านหนังสือของเด็ก ในเด็กวัย 6-14 ปี

ผลสำรวจสาเหตุ การอ่านหนังสือของเด็ก ในเด็กวัย 6-14 ปี

ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและสิ่งเร้ามากมาย เราอาจมีความกังวลว่าเด็กที่เป็นอนาคตของชาติจะหลงมัวเมาไปกันสิ่งนั้นหรือไม่ ทำให้วันนี้จะนำข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติมาอ้างอิงและวิเคราะห์ถึงสาเหตุ การอ่านหนังสือของเด็ก ว่าเป็นอย่างไรบ้าง อีกทั้งมีอะไรที่น่าเป็นกังวลหรือไม่   วิเคราะห์ถึงสาเหตุ การอ่านหนังสือของเด็ก ในเด็กวัย 6-14 ปี ได้ดังนี้ 77% การอ่านหนังสือของเด็ก อ่านหนังสือเพื่อการศึกษา จากตัวเลขที่สูงนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจนัก เพราะเป็นเรื่องที่สมควรแล้วกับการที่เด็กต้องเข้าถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำให้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับการอ่านหนังสือ แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจต้องเพิ่มตัวเลขให้มากกว่านี้ เพื่อให้ครอบคลุมกับกลุ่มเด็กที่อยู่ห่างไกลในชนบทและขาดโอกาสทางการศึกษาอีกจำนวนมาก 60.1% การอ่านหนังสือของเด็ก อ่านหนังสือเพื่อเพิ่มพูนความรู้ จากสถิติแบบนี้นับว่าน่าภูมิใจอย่างยิ่งที่เด็กใฝ่หาในสิ่งที่ตนเองสนใจ นับจากนี้จงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองด้วยที่ต้องสนับสนุนเด็กตามสมควร เพื่อให้การอ่านของเขายั่งยืนไปกระทั่งตอนโต ซึ่งหากสนับสนุนและปลูกฝังจนกลายเป็นนิสัยก็ยิ่งดีเข้าไปอีก 21.5% การอ่านหนังสือของเด็ก อ่านเพื่อความบันเทิง ในส่วนนี้มีข้อดี คือช่วยให้เด็กอ่านหนังสือได้คล่องและเป็นการผ่อนคลายสมองได้ แต่ในมุมกลับกันการอ่านในประเภทนี้ต้องอยู่ในระดับที่พอดี เพราะหากอ่านมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อตัวเด็กในแง่ของการเรียน จนถึงการใช้ชีวิตในสังคมได้ 11.5% การอ่านหนังสือของเด็ก อ่านเพราะความสนใจและอยากรู้ ในส่วนนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะสื่อให้เห็นว่าเด็กเริ่มรู้ตัวตนของตัวเอง ฉะนั้นการจะตอบโจทย์ความใคร่รู้ของตัวเองก็ต้องหาหนังสือมาอ่าน แต่ถึงกระนั้นจากตัวเลขนี้นับว่ายังน้อยไปสักหน่อย เพราะมันก็สื่อให้เห็นว่ายังมีเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถค้นหาตัวเองได้ โดยอาจจะเป็นที่สภาพแวดล้อมและตัวผู้ปกครองที่กำหนดกรอบไปยังตัวเด็ก จนกระทั่งเด็กไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ซึ่งหากสถิติตรงนี้ถ้าในอนาคตเพิ่มขึ้นเกิน 50% ขึ้นไป วันข้างหน้าประเทศไทยของเราจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่ฉลาด…

ความรู้นอกตำรา ว่าด้วยเรื่องของ วิวัฒนาการของ ภาษามลายู

ความรู้นอกตำรา ว่าด้วยเรื่องของ วิวัฒนาการของ ภาษามลายู

ภาษามลายูกับอินโดนีเซีย มีความคล้ายคลึงกัน สามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่อง ซึ่งมีผู้ใช้ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ชายแดนใต้ของไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์และหมู่เกาะต่างๆ โดยสาเหตุที่ทำให้ภาษานี้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย มาจากการไปมาหาสู่ด้วยการคมนาคมทางเรือตั้งแต่โบราณแล้วนั่นเอง สำหรับวิวัฒนาการทางภาษาในช่วงแรกจะเป็นภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน อีกทั้งยังเป็นภาษาสำหรับการเผยแพร่พุทธศาสนาในโลกของชาวมลายูเมื่อครั้งอดีต ทำให้มีคำบาลีและสันสกฤตปะปนอยู่ในภาษามลายูมาจนถึงปัจจุบัน กระทั่งการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาอิสลามจากนักเดินเรือแถบตะวันออกกลางและอินเดีย ซึ่งใช้ภาษาอาหรับ ทำให้นับตั้งแต่นั้น ภาษามลายู มีภาษาเขียนด้วยตัวอักษรอาหรับเป็นเวลาหลายร้อยปี จุดเปลี่ยนของ ภาษามลายู ที่มีความสำคัญมาก วิวัฒนาการของ ภาษามลายู มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง จากการเข้ามาของเจ้าอาณานิคมอังกฤษในดินแดนแถบนี้ ซึ่งพวกเขาต้องมีการติดต่อสื่อสารกับผู้ปกครองและชาวพื้นเมือง กระทั่งเกิดอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร แม้ว่าจะมีการศึกษาเรียนรู้ภาษาท้องถิ่น แต่เจ้าอาณานิคมอังกฤษมองว่าภาษามลายู ที่ถูกวางไว้ในระบบภาษาอาหรับ เป็นระบบภาษาที่มีการเรียนรู้ยากและใช้เวลานานสำหรับการเรียน ไล่ตั้งแต่วิธีการเขียนที่เริ่มต้นจากขวามาซ้าย ตัวพยัญชนะที่มีอยู่จำนวนมากที่จะมีอุปสรรคต่อการผสมคำ  ทำให้ท้ายที่สุดได้เปลี่ยนระบบภาษามลายูใหม่ ด้วยการใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบโรมัน มีพยัญชนะและสระเหมือนภาษาอังกฤษ แต่มีการเพิ่มพยัญชนะที่เป็นคำควบอีก 10 ตัว เช่น sy ny ให้เสียงครบ รวมถึงเพิ่มกฎการเติมคำอุปสรรค mem , me ,men หน้าคำกิริยาให้มีความสมบูรณ์ ที่เหลือก็มีเพียงการท่องจำคำศัพท์ให้ได้มากที่สุด…

ความรู้นอกตำรา ลาว VS อีสาน คือกลุ่มคนชาติเดียวกัน จริงหรือไม่

ความรู้นอกตำรา ลาว VS อีสาน คือกลุ่มคนชาติเดียวกัน จริงหรือไม่

หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า อีสาน คือดินแดนที่อยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ส่วนลาว คือประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับไทยทางฟากขวาของแม่น้ำโขง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้ว ลาว VS อีสาน กลุ่มคนทั้งสองพื้นที่นี้ แท้จริงแล้ว คือกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน ความรู้นอกตำรา ที่น่าสนใจ ลาว VS อีสาน คือกลุ่มคนชาติเดียวกัน ก่อนอื่นที่จะเข้าเรื่องราวของลาว VS อีสานต้องเริ่มจากในยุคที่มีเพียงอาณาจักรและนครรัฐ ซึ่งยังไม่มีประเทศและเขตแดนบนแผนที่ ตามแนวคิดอย่างชาติตะวันตก จวบจนชาติตะวันตกเข้ามายังดินแดนแห่งนี้เพื่อล่าอาณานิคมและบังคับให้สยามต้องร่างแผนที่เพื่อแบ่งปันเขตแดนให้เป็นสัดส่วน โดยเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสได้คืบคลานเข้ามาจากฝั่งเวียดนามและกัมพูชาจนมาถึงลาวบริเวณแม่น้ำโขง ซึ่งฝรั่งเศสต้องการครอบครองแม่น้ำสายนี้เพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมไปสู่การุกรานจีน สุดท้ายสยามกับฝรั่งเศสได้ตกลงปักปันเขตแดนต่อกันแล้วใช้แม่น้ำเป็นตัวกันระหว่างเขตแดน ในสมัยรัชกาลที่5 ภายหลังการได้ลาวฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงมาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสยาม ได้กลายเป็นโจทย์สำคัญของรัชกาลที่ 5 ที่ว่าจะทำอย่างไรเพื่อหลอมรวมกลุ่มลาวให้กลายเป็นไทย เพราะอุปสรรคในเรื่องของชื่อ ที่ในบางมุมเหมือนมีลักษณะเหยียดหยาม และลักษณะของชาติพันธุ์ลาวที่ถูกสร้างอัตลักษณ์จนมีความแตกต่างกับสยาม ในกรุงเทพฯ นี่จึงเป็นงานสำคัญที่หากปล่อยผ่านไปอาจเกิดลักษณะการสร้างรัฐที่ไม่แข็งแรง จนอาจเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน สุดท้ายรัชกาลที่ 5 จึงเลือกทลายชื่อเดิมที่นิยมเรียกกันว่า “ลาว” แล้วนิยามชื่อใหม่ให้กับให้กับพวกเขาว่า “ชาวอีสาน” และบรรจุให้กลุ่มคนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของไทย จนเมื่อเวลาผ่านไปช่องว่างที่มีต่อก็เรียบสนิทขึ้น แม้อัตลักษณ์ความเป็นลาว VS…

การเข้าแถวหน้าเสาธง…ช่วยให้นักเรียน และเยาวชน มีระเบียบวินัย จริงหรือไม่

การเข้าแถวหน้าเสาธง…ช่วยให้นักเรียน และเยาวชน มีระเบียบวินัย จริงหรือไม่

               การเข้าแถวหน้าเสาธง ของโรงเรียนในอดีตและในปัจจุบัน  มีบริบทที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  แต่ก็ยังเชื่อว่าการเข้าแถวหน้าเสาธงจะช่วยให้เด็กมีวินัยในตนเอง  เคารพกฎกติกาของโรงเรียน  แต่ลืมไปว่าเมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง  การเข้าแถวหน้าเสาธงจะกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อไปโดยปริยาย  เนื่องด้วยเวลาเปลี่ยน  แต่เหมือนการนำเสนอ  การเข้าแถวหน้าเสาธง  รวมทั้งเรื่องราวที่นำเสนอกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  และไม่เชื่อว่าจะช่วยบ่มวินัยในเด็กได้เหมือนปัจจุบัน การเข้าแถวหน้าเสาธง กับเด็กในยุคปัจจุบัน ก่อนอื่นจะต้องแยกระหว่าง การเข้าแถวหน้าเสาธง กับวินัยในโรงเรียนให้ออกเสียก่อน  เนื่องด้วยการเข้าแถวในปัจจุบันไม่ครอบคลุมเนื่องด้วยจากสถานการณ์เสี่ยงต่อติดเชื้อ  สภาพแดดร้อนในประเทศไทย   และการจัดแถวที่สื่อให้เห็นด้านลบในสายตาชัดเจน  เช่น  เด็กนักเรียนเข้าแถวกลางแดด  แต่ครูกลับกางร่มบังแดด  แทนที่จะหาที่ร่มให้เด็กได้หลบแดดมากกว่าที่จะอ้างว่าฝึกความอดทนเสียอีก  แล้วนั่นก็เป็นสองมาตรฐานระหว่างช่องว่างระหว่างวัยเพิ่มขึ้น  ต่อมาในส่วนของวินัย  ถ้าจะให้ดีควรแก้ไขที่โครงสร้างสังคมก่อนอันดับแรก  เนื่องด้วยวินัยสามารถสร้างได้ที่โรงเรียนก็จริง  แต่จะมีวินัยนั้น  ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน  โดยเฉพาะการต่อแถว  การตรงเวลา  การรับผิดชอบต่อหน้าที่และงานสอนของตนเอง  หาใช่เรียกร้องวินัยจากเด็กเพียงฝ่ายเดียวไม่  ถ้ายังเป็นเช่นนั้นอยู่  กลับสะท้อนในปัญหาการศึกษาชัดเจน  ซึ่งในประเทศไทยมิได้เป็นแค่หลักสูตรการสอบเข้าเท่านั้น  แต่จริยธรรม  ทัศนคติที่ดีกลับไม่ได้ปลูกฝังที่ดีในผู้ใหญ่  จึงทำให้เห็นภาพในสื่อที่ไม่ดีในด้าน การเข้าแถวหน้าเสาธง ในหลายครั้ง  ภาพลักษณ์ครูจะเสียความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย  เพียงกลายเป็นผู้บังคับออกคำสั่งด้วยกฎมากกว่าที่จะใช้จิตวิทยาครู ในมุมมองของผู้เขียน  การเข้าแถวอาจจะไม่ใช่เป้าหมายของการสร้างวินัยในนักเรียนอีกต่อไป  แต่สิ่งที่จะสร้างวินัยที่ดีที่สุดนั่นก็คือผู้ใหญ่นี่แหล่ะ  เพราะผู้ใหญ่วันนี้คือเด็กในวันวานมาก่อน  และเด็กในวันนี้ก็คือผู้ใหญ่ในวันหน้าเช่นกัน …

5 เทคนิคทำอย่างไร? ถึงจะทำให้ เด็กมีความกล้า และมั่นใจในตนเอง

5 เทคนิคทำอย่างไร? ถึงจะทำให้ เด็กมีความกล้า และมั่นใจในตนเอง

เนื่องจากในปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่า…เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีความกล้าแสดงและความมั่นใจในตนเอง อาจเป็นเพราะการเรียนการสอนที่เน้นครูเป็นจุดศูนย์กลางไม่มีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วมหรือผู้ใหญ่บางคนมีการปิดกั้นความคิดเด็ก ส่งผลให้อนาคตมีผลต่อการทำงาน เช่น การเป็นพิธีกรจำเป็นต้องมีความกล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ เป็นต้น ซึ่งการพัฒนาให้ เด็กมีความกล้า ต้องอยู่ในขอบเขตของความถูกต้องและมี 5 เทคนิค ดังนี้ เทคนิคทำให้ เด็กมีความกล้า และมั่นใจในตนเอง เป็นแบบอย่างที่ดี เนื่องจากทฤษฎีการเรียนรู้ได้กล่าวไว้ว่า “การเรียนรู้ของเด็กมาจากการมองเห็นและจดจำ” ดังนั้นคุณครูได้ชื่อว่าเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ การกระทำเป็นแบบอย่างที่ดีให้นักเรียนจดจำนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง เมื่อเด็กจดจำในสิ่งที่ดี ทัศนคติ ความคิด ก็จะดีตามนั้นเอง ไม่บังคับไม่กดดัน การที่ เด็กมีความกล้า ได้ เด็กต้องรวบรวมพลังกายพลังใจอย่างหนักหน่วง คุณครูต้องไม่กดดันแต่ให้กำลังใจส่งเสริมว่าสิ่งที่ทำมันดีแล้ว ต้องนึกถึงความสนใจของนักเรียน ในการฝึกให้เด็กกล้าแสดงออกและมั่นใจในตนเอง คุณครูต้องรู้ว่าเด็กชอบอะไร…? ให้นำสิ่งที่เด็กชอบมาถามหรือจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้เสนอแนวคิดออกมา ห้ามนำสิ่งที่เด็กไม่ชอบไปถามนะคะเพราะถ้าเด็กตอบไม่ได้จะคิดว่าตนเองนั้นไร้ความสามารถ ต้องฝึกให้นักเรียนมีความกล้าที่จะคิด ทำ พูดากสิ่งที่ถนัดก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปเรื่อย ๆ รับฟังทุกความคิด หากความคิดของเด็กไม่ตรงกับคุณครู คุณครูควรหยุดฟังนักเรียนจนจบแล้วคิดตามในมุมของนักเรียนแล้วปรับแก้ในส่วนที่ผิดจริง ๆ การเป็นครูที่ดีควรเป็นกลางนะคะ ให้โอกาส หากนักเรียนแสดงความคิดเห็นผิดนั้นถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ครูควรให้โอกาสนักเรียนต่อไปในการแสดงความคิดเห็นหรือตอบคำถาม…