อ่านหนังสือ

วิธีแก้ไขปัญหา ทำโจทย์ไม่ได้

ทำโจทย์ไม่ได้ ทั้งๆ ที่อ่านหนังสือ จนจบบทแล้ว มีวิธีแก้ไขยังไงดี?

ถ้าจะแนะนำเด็กที่ไม่สามารถทำคะแนนในรายวิชาใดวิชาหนึ่งได้ดีพอ ด้วยการบอกให้ขยันมากขึ้น ทั้งเรื่องเรียนในห้องและการอ่านหนังสือเพิ่มเติมด้วยตัวเอง ก็ต้องแย้งว่าบางคนได้ทำอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ แต่ก็ยัง ทำโจทย์ไม่ได้ อยู่ดี ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ขยัน แต่อาจเป็นเพราะวิธีการแก้ไขยังไม่เหมาะสมกับพวกเขามากพอ ดังนั้นแทนที่จะทุ่มเทอ่านหนังสือและทำโจทย์แบบเดิม ควรลองเปลี่ยนแนวทางในการพัฒนาตัวเองดูดีกว่า วิธีการแก้ไข ปัญหาอ่านหนังสือจนจบบทแล้วแต่ ทำโจทย์ไม่ได้ อย่างแรกคือให้วิเคราะห์ตัวเองว่าเราเข้าใจเนื้อหามากแค่ไหน การอ่านหนังสือจบบทที่ต้องการแล้วทำโจทย์ไม่ได้ มันก็มีเหตุผลอยู่ 2 อย่าง คือเราอ่านแล้วแต่ไม่ได้ทำความเข้าใจ เพียงแค่อ่านให้จบไปเท่านั้นเอง หรือเราเข้าใจทุกส่วนดีพอ แต่โจทย์ที่มีไม่สอดคล้องกับเนื้อหา อันนี้ก็มีให้เห็นบ้างกับหนังสือบางเล่ม คือสอนอย่างหนึ่งแต่เวลาเอาโจทย์มาให้ลองทำกลับเป็นโจทย์ประยุกต์ที่ต้องใช้ความรู้อื่นเพิ่มเติม แบบนี้จะทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ ต่อมาให้ลองเปลี่ยนหนังสือดูก่อน อ่านเนื้อหาจากเล่มอื่นๆ ในเรื่องเดียวกัน แล้วดูว่ามีอะไรตกหล่นไปบ้าง จากนั้นค่อยกลับมาทำโจทย์อีกครั้ง ถ้าตอนนี้ทำโจทย์ไม่ได้อีก เราต้องหาตัวช่วยเสริม เพราะเราอาจตีความนิยามจากหนังสือได้ไม่ถูกต้องนัก ให้ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมชั้นที่มีความถนัดในวิชานั้นก่อน อาจจะนำโจทย์ที่เราติดปัญหาไปให้เพื่อนลองทำก็ได้ แล้วให้สังเกตขั้นตอนการแก้โจทย์ของเพื่อนว่าแตกต่างกับเราอย่างไร สุดท้ายคือให้อ่านเนื้อหาส่วนอื่นไปเลยโดยไม่ต้องสนใจประเด็นที่ทำโจทย์ไม่ได้ เพราะบางครั้งก็ต้องใช้การผสมผสานเนื้อหาหลายส่วน และเผลอๆ ก็อาจจะต้องใช้องค์ความรู้จากหลายวิชาอีกด้วย เรียกว่าเป็นโจทย์ประเภทบูรณาการนั่นเอง อย่างไรก็ตาม โจทย์ประเภทนี้จะมีในแบบทดสอบท้ายบทเรียนไม่มาก ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หมายความว่าอีก 80 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ…

เทคนิค การอ่านจับใจความ จับใจความสำคัญ

การอ่านจับใจความ ง่ายนิดเดียว อยู่ที่การฝึกฝน ถ้าทำได้ก็เรียนเก่ง

การจะเรียนเก่งประการหนึ่งต้องเข้าใจเนื้อหาในหนังสือหรือตำราที่เรียนด้วย  แต่นักเรียน  นักศึกษาหลายคนมีปัญหาการอ่านด้านจับใจความ  อ่านจบแล้วไม่เข้าใจแจ่มแจ้งหรือไม่รู้ว่าประเด็นสำคัญคืออะไร  ดังนั้นมาฝึกฝน การอ่านจับใจความ ที่จริงๆ แล้วง่ายนิดเดียวกันดีกว่า… การอ่านจับใจความ ใช้เทคนิคอย่างนี้ เรียนดีแน่ โปรแกรมคร่าวๆ ก่อน เราย่อมรู้ว่าสิ่งที่จะอ่านคือวิชาอะไร  จะได้พบเจออะไรในหนังสือบ้าง  ให้โปรแกรมสิ่งนั้นสู่สมองคร่าวๆ เพื่อตีวงความเข้าใจและทำให้สมาธิพุ่งตรงไปที่การอ่านด้วย อ่านไล่เล่นๆ การอ่านจับใจความไม่ใช่การอ่านหนังสือหน้าชั้นเรียน  ดังนั้นไม่ต้องอ่านออกเสียงหรือค่อยๆ สะกดไปทีละตัว  ให้อ่านไล่เร็วๆ ไปเนื่องจากสมองของเราจะมองภาพรวมแบบอัตโนมัติ  (จะสังเกตว่าการอ่านเร็วๆ แม้มีคำผิดเราก็ยังอ่านคำนั้นได้ถูกอยู่ดี) สังเกตย่อหน้า วิธีการเขียนหนังสือของแต่ละคนแตกต่างกัน  แต่พบว่าผู้เขียนมักวางใจความสำคัญหรือประเด็นสำคัญไว้ที่แต่ละย่อหน้าแล้วตามด้วยการบรรยายรายละเอียดต่างๆ  ทำให้อ่านเข้าใจง่าย  รู้ได้ทันทีว่าอะไรคือส่วนสำคัญ  ดังนั้นให้สังเกตที่ย่อหน้าก่อนเสมอว่ามีใจความสำคัญซุกซ่อนอยู่หรือไม่?  ใจร้อนบ้างก็ได้ ผู้อ่านอาจขี้โกงเล็กน้อยด้วยการข้ามไปอ่านท้ายบทหรือท้ายหนังสือ  ที่ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นบทสรุปหรือประเด็นสำคัญที่เราค้นหาอยู่ สร้างภาพ… การอ่านจับใจความที่ดีควรจินตนาการเนื้อหาที่กำลังอ่านให้เป็นภาพเหมือนดูภาพยนตร์  นอกจากความเพลิดเพลินแล้วยังช่วยจดจำเนื้อหาไปตามลำดับซึ่งช่วยไม่ให้สับสนด้วย  แต่ต้องจินตนาการแบบหนังสั้นที่มีประเด็นสำคัญ  ไม่ลงรายละเอียดให้เสียเวลา หมายเอาไว้ ในที่นี้คือการขีดเส้นใต้หรือไฮไลต์ข้อความสำคัญที่พบเจอ  หากอ่านซ้ำอีกจะได้เห็น  จำไม่ได้ก็จะได้หาเจอด้วย  ยกตัวอย่างเช่น  ในการเลือกตั้งครั้งนี้สมชัยได้เป็นประธานนักเรียนเนื่องจากเขามีความเป็นผู้นำสูงเมื่อเทียบกับผู้ลงสมัครคนอื่นๆ  (จะเห็นว่าส่วนที่ขีดเส้นใต้สำคัญที่สุด  นอกนั้นเป็นคำพรรณนา) และเมื่ออ่านไปเจอคำว่าสมชัยก็อาจเป็นได้ว่าเนื้อหาในส่วนนั้นกล่าวถึงผลการเลือกตั้งประธานนักเรียนนั่นเอง โน้ตย่อก็ดี การจำไม่สู้การจด …

การอ่านจับใจความ สิ่งสำคัญในการอ่านหนังสือ

การอ่านจับใจความ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาดูกัน!

นักเรียน  นักศึกษาหลายคนรู้วิธีอ่านจับใจความว่าต้องทำอย่างไร  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า การอ่านจับใจความ แท้จริงคืออะไรและมีประโยชน์อย่างไรบ้าง  ดังนั้นตามมาทำความเข้าใจกันเถอะ…  การอ่านจับใจความ คืออะไร? ก่อนอื่นต้องมองความจริงก่อนว่าในหนังสือหรือตำราวิชาการอะไรก็แล้วแต่  ไม่ใช่ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรจะสำคัญเท่าเทียมกัน  เพราะผู้เขียนมีสิ่งสำคัญที่อยากจะบอกและมีรายละเอียดปลีกย่อยที่อยากจะอธิบายนั่นเอง  ดังนั้นการอ่านข้อความหรือหนังสือสักเล่ม  ผู้อ่านต้องกลั่นกรองให้ได้ว่าสิ่งใดสำคัญโดยใช้วิธีการอ่านจับใจความที่มุ่งหาสาระหรือใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง  ซึ่งทำให้ทราบว่าที่เหลือเป็นใจความรองและรายละเอียดต่างๆ  ขออธิบายเสริม  ดังนี้  1.  ใจความสำคัญ  คือ  แก่นของแต่ละย่อหน้า  ซึ่งแต่ละย่อหน้ามักมีใจความสำคัญประมาณ  1  –  2  ใจความ  โดยใจความสำคัญจะมีลักษณะ  ดังนี้ –  สั้นกระชับ  –  สามารถเป็นประโยคเดี่ยวๆ ได้เลย –  สามารถเป็นหัวข้อในแต่ละย่อหน้าได้  –  ไม่จำเป็นต้องมีประโยคอื่นเสริมหรือประกอบก็เข้าใจได้ 2.  ใจความรอง  (พลความ)  คือ  ส่วนที่ช่วยขยายหรือสนับสนุนให้ใจความสำคัญมีความชัดเจนและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น  ได้แก่  การเปรียบเทียบเปรียบเปรย  การอธิบายเหตุผล  การให้คำจำกัดความ  และการยกตัวอย่างประกอบ  (ซึ่งเราอาจไม่จำเป็นต้องใส่ใจหากมีเวลาอ่านน้อยหรือต้องการทราบเนื้อหาสำคัญเพียงคร่าวๆ) 3.  รายละเอียด  คือ …

เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพ อ่านให้เก่ง

เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพ เหมาะกับเด็กนักเรียนนักศึกษา ที่อยากเก่งไว ๆ

การอ่านหนังสือให้เก่ง ไม่ใช่ว่าแค่อ่านเฉย ๆ ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่คุณต้องรู้จักเรียนรู้เทคนิคการอ่านหนังสือด้วย เพื่อให้อ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะหนังสือเรียน ตำรา หนังสืออ่านเล่น หรือสารต่าง ๆ คุณจึงจะสามารถรับข้อมูลได้มาก จดจำได้อย่างแม่นยำ และสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ซึ่ง เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพ นั้นก็ไม่ได้ยากเย็นเลย เพียงแต่ต้องนำไปใช้อย่างจริงจังจึงจะเห็นผลชัดเจน แนะนำ เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพ เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพชวนคนอื่นมาอ่านด้วย จะเป็นนักอ่านขั้นเทพได้ คุณก็ควรชักชวนให้คนรอบข้างหันมาชอบการอ่านหนังสืออย่างคุณด้วย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณ เต็มไปด้วยคนที่รักการอ่าน เช่น -ควรชวนพ่อแม่พี่น้อง หรือคนในครอบครัวให้หันมาอ่านหนังสือกันด้วย ยิ่งถ้าอ่านได้ทั้งบ้านก็จะทำให้เกิดบรรยากาศการอ่านที่ดี มีแต่จะชักชวนกันอ่าน และให้กำลังใจกันจนทำให้อยากอ่านหนังสือมากขึ้น นอกจากนี้ยังถือเป็นกิจกรรมสำหรับครอบครัวที่ดีด้วย -ชวนเพื่อให้อ่านหนังสือด้วย ได้ความรู้ ได้ฝึกนิสัยรักการอ่าน และดีกว่าไปทำเรื่องไม่ดี -ชวนคนที่อ่านหนังสือไม่เก่ง คุณจะได้ช่วยสอนเขา และช่วยฝึกฝนทักษะการอธิบายไปด้วย เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพต้องรู้จักอ่านในใจ นักอ่านขั้นเทพควรฝึกการอ่านในใจ แต่ต้องไม่ทำปากขมุบขมิบ ไม่ใช้นิ้วหรือปากกาจิ้มไปที่ตัวหนังสือทีละคำแบบเด็ก ๆ ซึ่งการแบบเด็กที่ต้องห้ามนี้ จะทำให้เกิดผลเสียคือ ทำให้ใจจดจ่อกับตัวหนังสือมากกว่าสารหรือข้อมูลในหนังสือ เทคนิคอ่านหนังสือขั้นเทพอย่าอ่านทุกคำ…

ท่าบริหารลดอาการปวด สำหรับนักเรียน

ท่าบริหารลดอาการปวด เนื่องจากนั่งอ่านหนังสือนาน ๆ เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา

เด็กนักเรียนนักศึกษาที่ต้องอ่านหนังสือนาน ๆ ทำให้หลายๆ คนมักจะมีอาการหลังงอ ไหล่ห่อ และมีอาการปวดหลัง ปวดไหล่เป็นประจำ เนื่องจากต้องนั่งท่าเดิมนาน ๆ หลายชั่วโมง และด้วยความที่การอ่านหนังสือเรียนทำให้เครียดมาก ร่างกายเด็กจึงตึงเกร็งโดยไม่รู้ตัว ซึ่ง ท่าบริหารลดอาการปวด ที่นำมาแนะนำนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดให้เด็กที่อ่านหนังสือนาน ๆ โดยจะเน้นช่วยให้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง คลายอาการปวดหลัง และยังทำให้กระดูกหลังไม่เกิดแรงกดดันมากด้วย แนะนำ ท่าบริหารลดอาการปวด เหมาะสำหรับเด็ก ท่าบริหารลดอาการปวดศีรษะสำหรับนักเรียน นักศึกษา  -เริ่มจากท่ายืนตรง หรือจะนั่งพื้นหรือเก้าอี้ก็ได้ -นำมือซ้ายมาจับที่ศีรษะฝั่งขวาด้านบน ตรงช่วงกระหม่อม -จากนั้นใช้มือข้างซ้ายนั้นออกแรงบิดศีรษะมาทางด้านซ้ายเบาๆ อย่าเกร็งศีรษะ พร้อมกับค้างไว้ นับ 1-20 จึงกลับสู่ท่าเดิม -จากนั้นเปลี่ยนมาใช้มือข้างขวาจับที่ศีรษะฝั่งซ้ายด้านบน แล้วทำเช่นเดิม ท่าบริหารลดอาการปวดไหล่สำหรับเด็กวัยเรียน –เริ่มจากยืนตรง หรือนั่งเก้าอี้ก็ได้ -จากนั้นเอามือไพล่หลัง โดยให้ใช้มือขวาจับที่ข้อมือซ้าย -แล้วออกแรงที่มือขวา พยายามดึงมือซ้ายแรง จนรู้สึกว่าบ่าและไหล่ตึง -ค้างท่านี้ไว้สัก 15 วินาที -จากนั้นให้เปลี่ยนเป็นใช้มือซ้ายจับที่ข้อมือขวา แล้วทำเช่นเดิมอีก ท่าบริหารลดอาการปวดที่หลังสำหรับนักเรียน…

เทคนิคการอ่านหนังสือ ให้เข้าใจง่าย จำได้ไม่ลืม และรู้จักประยุกต์ใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคการอ่านหนังสือ ให้เข้าใจง่าย จำได้ไม่ลืม และรู้จักประยุกต์ใช้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กนักเรียนนักศึกษามักจะมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือแล้ว จำไม่ค่อยได้ อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือจำได้แต่ก็ไม่เก่งพอจะประยุกต์ใช้ ดังนั้นมาลองดู เทคนิคการอ่านหนังสือ ที่จะแนะนำต่อไปนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าการอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องยากเย็น แค่ต้องเปลี่ยนมุมมองการอ่านเสียใหม่ เพียงเท่านี้คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการเรียนอีกต่อไป                แนะนำ 4 เทคนิคการอ่านหนังสือ อย่างมีประสิทธิภาพ เทคนิคการอ่านหนังสือเพื่อสอบอ่านแบบเร็ว ๆ การอ่านหนังสือเพื่อสอบ หากอ่านหนังสือเล่มหนามากทุกวิชาคงไม่ไหว ดังนั้นการอ่านแบบเร็ว ๆ ข้าม ๆ เลือกดูเฉพาะจุดที่คิดว่าสำคัญก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องพะวงเสียเวลากับข้อมูลที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะวิชาภาอังกฤษการอ่านข้าม ๆ ก็จะทำให้เกิดทักษะในการสะกดคำหรือการอ่านได้ไปเอง โดยที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า คำนั้นสะกดคำอย่างไร แต่เมื่อเราลองเขียนก็มักจะเขียนได้ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียง ซึ่งการฝึกทักษะนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ๆ  เพราะสมองของเด็กจะเรียนรู้ได้ไว คือจะเกิดการเรียนรู้ไปเองทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้หลักการการอ่านด้วยซ้ำ เช่น ในภาษาฝรั่งเศส bonjour แปลว่าสวัสดียามเช้า อ่านว่า บง-ชูร์ จากนั้นเมื่อเราได้รู้แล้วว่าคำนี้อ่านเช่นนี้ เมื่อเราไปเจอศัพท์อีกคำที่สะกดคล้ายกัน เราก็จะอ่านได้เองโดยอัตโนมัติ เช่น เราไปเจอคำว่า Mouchoir ที่แปลว่าผ้าเช็ดหน้า…

ทักษะการอ่าน ของคุณอยู่ระดับใด อยู่ในขั้นไหน ถ้าอยากรู้มาดูกัน

ทักษะการอ่าน ของคุณอยู่ระดับใด อยู่ในขั้นไหน ถ้าอยากรู้มาดูกัน

ใคร ๆ ก็อ่านหนังสือได้ แต่เราอยากจะเป็นคนที่อ่านได้แบบไหนกันล่ะ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา ที่มีความจำเป็นจะต้องอ่านหนังสือ ให้มาก และอย่างสม่ำเสมอ การรู้ว่าตนเองมีทักษะในการอ่านระดับใด ก็จะช่วยให้รู้ตัว ประเมินความสามารถของตนได้ และนำไปใช้พัฒนาปรับปรุง ทักษะการอ่าน ต่อไป ทักษะการอ่าน ของแต่ละคนมี 4 ระดับ ดังนี้ ทักษะการอ่าน ระดับพื้นฐาน : คนที่อ่านออก คือคนที่อ่านหนังสือแบบอ่านออก สะกดคำเป็น อ่านออกเสียถูก อ่านแล้วไม่ค่อยมีผิด แต่เป็นแค่ในระดับที่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แม้จะสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้ดี แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาในระดับลึก ๆ ได้ คล้าย ๆ กับการอ่านแบบนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งทักษะการอ่านระดับนี้มักพบได้ในระดับชั้นประถมต้น ทักษะการอ่าน ระดับพอใช้ : คนที่อ่านแล้วเข้าใจ คือคนที่นอกจากจะอ่านได้ไม่มีผิดแล้ว ก็ยังเข้าใจรูปประโยคของสิ่งที่อ่านด้วย รวมทั้งยังพอสรุปใจความสำคัญ หรือย่อความได้ด้วย  และแม้จะพอวิเคราะห์ได้แต่ก็ไม่ลึกซึ้ง ซึ่งทักษะการอ่านระดับนี้มักพบได้ในระดับชั้นประถมปลายและมัธยมต้น ทักษะการอ่าน ระดับดี : คนที่อ่านแล้วรู้จักคิดวิเคาระห์…

How to อ่านหนังสือ อย่างไร…ให้เข้าสมองใน 7 วัน

How to อ่านหนังสือ อย่างไร ? … ให้เข้าสมองได้ใน 7 วัน

               เบื่อกันไหม…? ท่องตำราเท่าไหร่ก็ไม่เข้าสมองสักที เชื่อว่าปัญหาการท่องหนังสือแล้วไม่เข้าใจนั้นทุกคนต้องเคยพบเจอมาอย่างแน่นอน ยิ่งในช่วงสอบอ่านดึกดื่นขนาดไหน สุดท้ายก็จำไม่ได้สักอย่าง! ดื่มเครื่องดื่มบำรุงสมองก็ไม่เห็นผลต้องทำอย่างไร บทความนี้มี 5 เทคนิคดี ๆ อ่านหนังสือ ให้เข้าใจเข้าสมองได้ใน  7 วัน โดยที่ไม่หักโหมจนเกินไป ดังนี้ เคล็ดลับ อ่านหนังสือ ให้เข้าสมอง ทำแผนการอ่านเนื้อหาสาระที่จะสอบล่วงหน้า  7 วัน ซึ่งการสอบจะสอบติดกันบางโรงเรียน 3 วันเลย ดังนั้นทุกคนต้องวางแผนว่าจะอ่านวิชาใดก่อน – หลัง แต่ละวิชามีเนื้อหามากหรือน้อยเพียงใด แล้วจัดการแบ่งเวลาให้พอเหมาะ ไม่อ่านเนื้อหาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หากทุกคน อ่านหนังสือแล้วรู้สึกล้าก็ไม่ควรฟื้นร่างกายควรพักแล้วค่อยเริ่มอ่านใหม่ เพราะการฟื้นร่างกายสมองก็ไม่รับความรู้และยังเป็นการยืดเวลาสมองตันไปอีกจะดีที่สุด หากหยุดพักแล้วกลับมาอ่านใหม่ อ่านเนื้อหา 35 นาที พัก 5 นาที ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยให้การอ่านดีขึ้นและอ่านได้นานขึ้นด้วย เพราะจากการวิจัยคนปกติส่วนมากให้ความสนใจกับสิ่ง ๆ หนึ่งได้มากสุดราว 30 นาที ดังนั้นการอ่านหนังสือในช่วงเวลา 35…

3 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เกิดจากอะไร ที่นี้มีคำตอบ

3 สาเหตุหลัก ที่ทำให้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เกิดจากอะไร ที่นี้มีคำตอบ

               ความขยันก็พอมี ความตั้งใจก็เต็มเปี่ยม แต่พอหยิบหนังสือมาอ่านทีไรมันก็เบื่อหน่ายทุกที เพราะ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เลย ขนาดเป็นวิชาที่ใครๆ ก็บอกว่าค่อนข้างง่าย แต่เราอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ต้องวนกลับมาอ่านจุดเดิมซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เสียเวลามาก ยิ่งไปกว่านั้น หลายครั้งการอ่านซ้ำที่เดิมก็เพิ่มเติมความสับสนให้เรามากขึ้นอีก แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว มาสังเกตกันดูสิว่า เรามีปัญหาตรงจุดไหนใน 3 สาเหตุนี้บ้าง จะได้แก้ไขถูกจุด อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เกิดจากอะไรบ้าง ? 1. ไม่มีสมาธิในการอ่าน             นี่เป็นประเด็นใหญ่ๆ ที่เด็กหลายคนเป็นกัน คือไม่มีสมาธิในระหว่างที่อ่าน ทำให้ อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง จับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนกับว่ากวาดสายตาผ่านตัวอักษรไปแบบนั้นเอง ทางแก้ก็คือ ก่อนเริ่มอ่านหนังสือให้นั่งอยู่นิ่งๆ เพื่อปรับความคิดก่อน อย่าเล่นมือถือหรือดูโทรทัศน์เสร็จก็มาอ่านเลย ต้องทำสมาธิให้หัวโล่งๆ ก่อนประมาณ 10-15 นาที รับรองว่าจะอ่านเข้าใจมากขึ้นแน่นอน 2. บรรยากาศไม่เหมาะสม             ต่อให้เป็นคนสมาธิดีแค่ไหน แต่ถ้าไปนั่งอ่านในตลาดสดก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะเสียงรบกวนเพียงเล็กน้อยก็ดึงความสนใจจนเรา อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง ได้…

เทคนิคในเชิงจิตวิทยา เพื่อแก้ปัญหาคน ขี้เกียจอ่านหนังสือ

เทคนิคในเชิงจิตวิทยา เพื่อแก้ปัญหาคน ขี้เกียจอ่านหนังสือ

               แค่เห็นกองหนังสือตรงหน้าก็รู้สึกเหนื่อยแล้วใช่ไหม ไม่ต้องเปิดสักหน้าก็รู้เลยว่ามันน่าเบื่อขนาดไหน หลายคนมีอาการ ขี้เกียจอ่านหนังสือ เสมอๆ เวลาที่รู้ว่าจำเป็นต้องอ่าน เช่น ช่วงเตรียมตัวก่อนสอบ เป็นต้น แล้วสุดท้ายก็ตีความไปว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจ ไม่สามารถตั้งสมาธิให้อ่านหนังสือได้เลย ทั้งที่เวลาอ่านนิยายหรือการ์ตูนที่ชอบก็สามารถอ่านต่อเนื่องเป็นวันๆ ได้เฉยเลย พฤติกรรม ขี้เกียจอ่านหนังสือ แก้ง่ายๆ ด้วยวิธีเหล่านี้                ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีสักคนบนโลกที่มีพื้นฐานเป็นคน ขี้เกียจอ่านหนังสือ เพียงแค่มันไม่มีความชอบในสิ่งที่จะอ่านเท่านั้นเอง และการศึกษาในบ้านเราก็ยิ่งบังคับให้เกิดความจำเป็นต้องอ่าน มากกว่าสร้างความรู้สึกอยากอ่านเสียด้วย มันเลยเป็นปัญหาคาราคาซังเรื่อยไปแบบนี้ บ่มเพาะนิสัยเบื่อหน่ายการเรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อเข้าสู่วัยทำงานอีกด้วย ประมาณว่าเรียนมานานแล้ว ไม่อยากเรียนอะไรอีกแล้วนั่นเอง                เพื่อไม่ให้สิ่งนี้ก่อให้เกิดปัญหาต่อไป เราลองมาใช้เทคนิคตามหลักจิตวิทยาเพื่อปรับพฤติกรรม ขี้เกียจอ่านหนังสือ กันดีกว่า ก่อนอื่นเลยคือการปรับความคิด ให้เลิกคิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ต้องอ่าน เพราะเมื่อเริ่มจากความคิดแบบนั้นก็จะรู้สึกถูกบังคับโดยอัตโนมัติ ธรรมชาติของมนุษย์จะไม่ชอบการบังคับอยู่แล้ว จึงต่อต้านโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ให้คิดว่าอ่านแล้วได้ประโยชน์อะไร ทำไมถึงควรอ่าน และจะอ่านเมื่อไรก็ได้ที่พร้อมเท่านั้น ทั้งหมดเป็นการลดกำแพงในใจ และทำให้มุมมองที่มีต่อหนังสือเล่มนั้นดีขึ้น                ต่อมาคือลดความ ขี้เกียจอ่านหนังสือ ด้วยการเริ่มจากน้อยๆ เสมอ เคยมีการทดสอบแล้วการหากร้องขออะไรที่เป็นเรื่องเล็กน้อยได้สำเร็จ โอกาสในการขอสิ่งที่ใหญ่ขึ้นก็จะสำเร็จตามไปด้วย…