การศึกษา

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว คือ การทำตัวให้เข้ากับน้องๆ ไม่ทำตัวต่าง

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว การเตรียมความพร้อม ที่ต้องกลับไปเรียน ร่วมกับรุ่นน้อง

ไม่ว่าจะเป็นเด็กมัธยมที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว หรือเป็นเด็กซิ่วที่ตัดสินใจย้ายคณะหรือย้ายมหาวิทยาลัยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ล้วนมีความท้าทายในการปรับตัวไม่ต่างกัน สำหรับเด็กมัธยมอาจจะมองว่า คนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนนั้นได้เปรียบ ทั้งเรื่องการสอบที่มีโอกาสทำได้คะแนนสูงกว่า และการปรับตัวกับบรรยากาศการเรียนใหม่และเพื่อนกลุ่มใหม่ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในวันนี้เราจึงขอแนะนำเกี่ยวกับ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว กับเด็กซิ่วทุกๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเรียนในภาคเรียนต่อๆไป แนะนำ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว เพื่อเตรียมความพร้อม ในการกลับมาเรียนใหม่ เนื่องจากเด็กซิ่วจะต้องกลับมาเรียนกับรุ่นน้องที่ต่างวัยกัน ถึงจะห่างกันแค่ 1-2 ปี แต่ความรู้สึกถึงการเข้ากันได้ยังมีช่องว่างอยู่เสมอ นอกจากคนที่ตัดสินใจย้ายที่เรียนจะต้องเตรียมตัวกับสถานที่และข้อกำหนดใหม่ๆ เช่นเดียวกับคนอื่นแล้ว เขายังต้องพยายามสานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ มากกว่าเด็กที่สอบเข้ามาพร้อมกันด้วย หากไม่ได้เป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง และไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นพื้นฐาน พวกเขาก็จะต้องใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนให้มาก เพื่อสร้างความคุ้นเคยจึงจำเป็นจะต้องรู้จักกับวิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว นั้นเอง สำหรับเด็กซิ่วที่กำลังมีปัญหา และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้ากับสังคมมหาวิทยาลัยไม่ได้ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว อยากให้เริ่มจากมองว่าตัวเองไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น และการเลือกเปลี่ยนสาขาที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ออกจะน่าภูมิใจด้วยซ้ำไป เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญมากพอที่จะเลือกตามความชื่นชอบ เมื่อไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำแล้ว ก็จะช่วยให้การเข้าสังคมทำได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนยิ้มยากก็เตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ หากยิ้มให้คนอื่นก่อนได้ก็จะดีมาก วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่วต่อมาคือการใช้ประสบการณ์ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เด็กซิ่วส่วนมากจะรู้ว่าการเตรียมตัวเรียนในแต่ละวิชาเป็นอย่างไร ต้องหาชีทเรียนยังไง ต้องเลือกคลาสที่เรียนแบบไหน ให้แบ่งปันความรู้ตรงนี้ให้กับเพื่อนๆ ทำนองว่าเป็นที่ปรึกษาก็ได้ กรณีนี้จะเหมาะมากกับคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง เพราะเพื่อนจะเป็นฝ่ายเข้ามาถามข้อมูลกันเราเอง หน้าที่เราแค่แนะนำแนวทางที่ดีที่สุดไป…

แนวทางดีๆ สำหรับเด็กที่ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย มีทางเลือกอะไร สำหรับเด็กยุคใหม่ ในปัจจุบนหรือไม่

นับเป็นปรากฎการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับวงการการศึกษา ที่เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนไม่สนใจที่จะ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย อีกต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามองเห็นโลกได้กว้างกว่ายุคก่อน ข้อมูลข่าวสารจากอีกฟากหนึ่งของโลกสามารถเรียนรู้ได้ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจเดียว เด็กๆ จึงได้เห็นไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างหลากหลาย แน่นอนว่ามันทำให้ทางเลือกของพวกเขาหลากหลายด้วยเช่นกัน เมื่อบวกกับความเอือมระอาในระบบการศึกษาที่ยังถือว่าล้าหลังพอสมควร ก็เลยทำให้อยากพาตัวเองออกนอกระบบไป แนวทาง ทางเลือกใหม่ สำหรับเด็กที่ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทีนี้สิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนเป็นกังวลก็คือ เมื่อลูกไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้วเขาจะทางเลือกแบบไหนบ้าง คำตอบตรงนี้ค่อนข้างกว้างทีเดียว เพราะแม้แต่อาชีพก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดอาชีพใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ ขอเพียงแค่เด็กๆ รู้ตัวว่าชื่นชอบอะไรมากเป็นพิเศษ แล้วพ่อแม่ก็สนับสนุนสิ่งนั้นให้พัฒนาต่อยอดไปได้ เช่น ทักษะการทำอาหาร การเล่นกีฬา เล่นเกม ปลูกต้นไม้ วาดรูป เป็นต้น ทุกอย่างสามารถกลายเป็นอนาคตที่สดใสได้ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้จะง่ายมากหากเด็กๆ รู้ถึงความต้องการของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้ารู้เพียงแค่ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยไม่สามารถตอบได้ว่าทางเลือกไหนที่อยากลองทำมากกว่า แบบนี้มีปัญหาตามมาในภายหลังแน่นอน ผู้ปกครองอาจจะต้องช่วยให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอก่อน ด้วยการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ และคอยดูว่ากิจกรรมไหนที่สามารถดึงความสนใจของเขาได้มากเป็นพิเศษ และกิจกรรมใดที่เด็กสามารถใช้เวลาอยู่กับมันได้ยาวนาน จากนั้นค่อยไปมองหาทางเลือกที่เหมาะสม บางคนอาจไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่จำเป็นต้องเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะวิชาชีพที่เขาชอบนั้นต้องการใบประกาศเพื่อการันตีความสามารถ เช่น แพทย์ วิศวกร เป็นต้น แต่สำหรับบางคนอาจเลือกเรียนเป็นคอร์สตามความสนใจ แล้วลงมือทำไปเรื่อยๆ…

นักเรียนทุนประเทศจีน ความฝัน ของนักเรียนหลายๆคน

นักเรียนทุนประเทศจีน อยากคว้าโอกาสนี้ ต้องเตรียมความพร้อม อย่างไร

การได้เดินทางไปเรียนยังต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งความฝันของเด็กหลายๆ คน ก่อนหน้านี้ประเทศทางฝั่งตะวันตกจะได้รับความนิยมมากกว่า แต่มาถึงตอนนี้ไม่มีอะไรดีเทียบเท่ากับการได้เป็น นักเรียนทุนประเทศจีน อีกแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเวลานี้ประเทศจีนได้ขึ้นแท่นประเทศชั้นนำอันดับต้นๆ ที่ต้องจับตาดู พร้อมเผยแพร่ความน่าสนใจในเชิงของวัฒนธรรมและความก้าวหน้ามาสู่บ้านเรามากขึ้น แถมยังมีการมอบทุนให้นักเรียนไทยมากขึ้นด้วย ทั้งในรูปแบบของทุนที่มีพันธะผูกพันและทุนให้เปล่า เตรียมความพร้อม เพื่อคว้าโอกาสเป็น นักเรียนทุนประเทศจีน แต่การจะคว้าทุนที่ว่านี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกเลยคือคนที่ต้องการเป็นนักเรียนทุนประเทศจีนมีจำนวนค่อนข้างมาก อัตราการแข่งขันจึงสูง อย่างที่สองคือถ้าเราเตรียมความพร้อมได้ไม่ดีก็จะหมดสิทธิ์ตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติ ดังนั้นจึงต้องเริ่มจัดตารางในการพัฒนาตัวเองเพื่อคว้าทุนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี หรือถ้าเป็นคนที่มีความมุ่นมั่นหน่อย อาจใช้เวลาเพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ไม่ว่าทุนที่สนใจจะบอกเงื่อนไขเรื่องภาษาไว้ว่าอย่างไร การที่เราใช้ภาษาจีนเบื้องต้นได้อย่างคล่องแคล่วย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ เสมอ ถ้าอยากเป็นนักเรียนทุนประเทศจีนที่มีภาษีดีหน่อย และมีสิทธิ์ในการเลือกรับทุนได้หลากหลายประเภท ก็จะต้องเริ่มเรียนภาษาจีนกันได้แล้ว และแน่นอนว่าต้องเรียนภาษาอังกฤษร่วมด้วย 2 ภาษานี้จะจำเป็นอย่างมากกับการใช้ชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ ที่สำคัญต้องไม่ลืมไปสอบวัดระดับภาษาเพื่อเอาใบประกาศมาการันตีความสามารถของเราด้วย นอกจากภาษาแล้วก็มีเรื่องของการสร้างความน่าสนใจ คนที่จะผ่านการคัดเลือกให้เป็นนักเรียนทุนประเทศจีนได้โดยง่าย จะต้องมีผลการเรียนในระดับที่ดีพร้อมกับมีกิจกรรมที่หลากหลาย ควรเริ่มทำพอร์ตเกี่ยวกับกิจกรรมที่สนใจเอาไว้ หากเป็นการประกวดที่ได้รางวัลนอกสถานศึกษาก็ยิ่งดี เพราะมันแสดงถึงความกล้าและความตั้งใจของเราได้ สุดท้ายก็ให้ลองหาเพื่อนที่เป็นนักเรียนชาวจีนเอาไว้บ้าง เผื่อว่าจะได้คำแนะนำดีๆ ที่เอามาปรับใช้ได้ ทุกเรื่องราว การศีกษา เคล็ดลับการเรียน เคล็ดลับการอ่านหนังสือ หรือ ข่าวราชการ สามารถติดตามได้ที่ kor-kai.com และที่สำคัญต้องขอบคุณ ufabet88888 ที่สนับสนุนบทความ…

ห้องเรียนกลับด้าน การเรียนการสอนแบบใหม่ที่ตรงใจนักเรียน

ห้องเรียนกลับด้าน การเรียนการสอนแบบใหม่ ที่ตรงใจนักเรียน

อย่าเพิ่งตกใจว่า ห้องเรียนกลับด้าน เป็นการเรียนในห้องเรียนเอียงๆ หรือกลับด้านแบบเอาขาชี้ฟ้า…  แต่เป็นการเรียนการสอนแบบใหม่ที่ปฏิวัติการศึกษาและความเชื่อเดิมๆ ของทั้งครูและนักเรียน  ซึ่งทางอเมริกาเขาวิจัยมาแล้วว่าทำให้นักเรียนมีผลการเรียนดีขึ้นอย่างชัดเจน  มาดูกันว่าคืออะไร ห้องเรียนกลับด้าน คืออะไร ดีอย่างไร ห้องเรียนแบบเก่า สิ่งที่เกิดในห้องเรียนจะมีการเรียนการสอนปกติ  บางโรงเรียนที่มีเทคโนโลยีหน่อยก็จะให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  และเมื่อนักเรียนกลับบ้านแล้วก็จะมีการบ้านติดตัวไปให้ทำเพื่อฝึกฝน ห้องเรียนกลับด้านหรือที่เรียกว่า  Flipped  Classroom  มีรายละเอียดที่น่าศึกษา  ดังนี้ สิ่งที่เกิดในห้องเรียน คือ  จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อการเรียนรู้  (เป็นการจัดกิจกรรมหรือให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวิดีโอที่ให้นักเรียนดู  โดยครูมีหน้าที่ชี้แนะแต่ไม่ชี้นำ  เรียกว่าเป็นผู้ช่วยเหลือในยามที่เด็กติดขัดและกระตุ้นให้สามารถคิดด้วยตัวเอง)  ที่สำคัญการเรียนการสอนแบบใหม่นี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนนำการบ้านมาทำได้  ซึ่งการทำการบ้านในห้องเรียนมีข้อดีหลายประการ  ได้แก่  1.  ช่วยลดปัญหาการลอกการบ้านเพื่อนในทุกเช้า  หากเด็กบางคนไม่สามารถทำเองได้ 2.  เด็กสามารถปรึกษาเพื่อน  นั่งทำการบ้านกันเป็นกลุ่มๆ ได้ 3.  เด็กสามารถสอบถามการบ้านจากครูผู้สอนเพื่อความกระจ่าง 4.  เด็กมีเวลาส่วนตัวมากขึ้นเมื่อกลับบ้านแล้ว 5.  เด็กเรียนอย่างมีความสุขเพราะไม่มีการบ้านต้องทำที่บ้าน  และการทำการบ้านที่ห้องเรียนก็ไม่ต่างจากการทำกิจกรรมสนุกๆ กับเพื่อน สิ่งที่เกิดนอกห้องเรียน สิ่งที่เกิดนอกห้องเรียน  (นอกเวลาเรียน)  ของห้องเรียนกลับด้าน  คือ  จัดให้นักเรียนศึกษาหาความรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต …

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

“เกาหลี” ใต้คือประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก ในปี 2020 ดังนั้นจึงทำให้หนุ่มสาวที่กำลังมองหามหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ เล็งมหาวิทยาลัยที่เกาหลีใต้เอาไว้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่าหากเราต้องการ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง แนะนำ การเตรียมตัว และเตรียมเอกสาร ต่างๆ ในการ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ การติดต่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ที่หน่วยงานใด คุณไม่ต้องกังวลว่าจะชั้นจะติดต่อที่ไหนยังไง เพราะตามมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้เกือบทุกแห่งเค้าโกอินเตอร์กันแล้ว ดังนั้นจึงมี International Office คอยให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการเรียนต่อของนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งคุณสามารถติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย เอกสารที่ใช้ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เอกสารที่ใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้อาจมีความแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องมีเอกสารพวกนี้ เช่น -เอกสารการสมัครซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะระบุข้อกำหนดมา -สูติบัตรของเราเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของพ่อแม่และเรา   -ตัวสำเนาของพาสปอร์ตตัวเอง และพ่อแม่ของเรา -หลักฐานที่เกี่ยวกับการเข้าและออกประเทศซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลี     -เอกสารการจบการศึกษาจากสถาบันเดิม หรือเอกสารระบุว่ากำลังศึกษาในระดับชั้นใด –หนังสือรับรองโดยอาจารย์หรือที่จากทำงานเก่าของคุณ ซึ่งจดหมายที่เขียนโดยอาจารย์ที่กล่าวถึงเราในแง่ดีจะยิ่งได้เครดิตมาก -เอกสารแสดงความสามารถทางภาษาอังกฤษ หรือภาษาเกาหลี หรือพวก TOEFL / IELTS    -กรณีที่มีพอร์ตงาน (Portfolio) หรือผลงานตอนที่เคยทำงานก็ควรหนีบไปโชว์เค้าด้วย ขั้นตอนการสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้คร่าว…

5 จุดเด่น ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ที่มีดีระดับโลก แม้แต่เด็กไทยก็อยากไปเรียนต่อ

5 จุดเด่น ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ที่มีดีระดับโลก แม้แต่เด็กไทยก็อยากไปเรียนต่อ

อย่ามองข้ามการศึกษาต่อที่ “สิงคโปร์” เพราะแม้จะเป็นประเทศที่มีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ ระบบการศึกษาสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบการศึกษาในระดับโลก จนทำให้ตอนนี้บ้านเรามีพ่อแม่หลายคน อยากจะส่งลูกไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ นั่นก็เพราะว่า ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ดีเยี่ยมอย่างแท้จริง ระบบการศึกษาสิงคโปร์ มีโครงสร้างทางการศึกษาที่ดี โครงสร้างทางระบบการศึกษาสิงคโปร์มีความเคร่งครัด สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและอิสระจะต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างทางการศึกษาที่กำหนดไว้ แต่หลัก ๆ แล้วคือ ในระดับชั้นต่าง ๆ จะมีโครงสร้างทางการศึกษา ดังนี้ -ก่อนประถมศึกษา (ไม่ได้บังคับไว้) -ประถมศึกษา 6 ปี (ประถมต้น 4 ปี และประถมปลาย 2 ปี) -มัธยมศึกษา 4-5 ปี -การศึกษาหลังจบระดับมัธยม โดยจะเข้าระดับอุดมศึกษา หรือเรียนต่อวิชาชีพตามสถาบันต่าง ๆ ที่ตนสนใจหรือถนัด -อุดมศึกษา หรือระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งแต่เด่นกันไปคนละทาง และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกมากมาย ระบบการศึกษาสิงคโปร์มีหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์เห็นความสำคัญของการจัดหลักสูตรการศึกษามาก ดังนั้นจึงมีงบจัดทำหลักสูตรใหม่ๆ เสมอ…

การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่คิด!! เพียงมีความตั้งใจ และสมาธิสูง

การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่คิด!! เพียงแค่มี ความตั้งใจ และสมาธิสูง

การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่ค่อนข้างเรียนยากมากๆ เพราะต้องใช้สมาธิตั้งใจในการเรียน ซึ่งบางคนบอกว่ายาก แต่ขณะเดียวกันบางคนบอกว่าง่าย ทำไมความคิดมันจึงตรงกันข้าม เพื่อนๆเคยสงสัยไหมคะ!! เหตุผลง่ายๆคือ แต่ละคนมีทักษะ หรือแนวคิดไม่เท่ากันนั่นเอง วันนี้เรามาดูกันว่า วิชานี้นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงไหมในชีวิตประจำวัน ตามมาดูกันเลยค่ะ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ต้องใช้ทักษะจริงหรือ?? การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แน่นอนที่สุดว่าวิชานี้ มันต้องใช้ทั้งสมาธิ ความคิดขั้นสูงอย่างแท้จริง จึงจะสามารถผ่านมันไปได้ ด้วยความยากของวิชาด้วยส่วนหนึ่ง ความพยายามของผู้เรียนด้วยส่วนหนึ่ง การใช้ทักษะจึงจำเป็นค่อนข้างมากทีเดียว แต่ในทางตรงข้ามคนที่มีทักษะในการคิดคำนวณที่ดีอยู่แล้ว ก็จะได้เปรียบในการเรียนวิชานี้ไปโดยปริยายนั่นเอง ทำไมบางคนจึงเก่งใน การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยความที่คนเรานั้นต่างเกิดมามีความเก่งและแตกต่างกัน ในด้านของความคิดที่หลากหลาย บางคนจึงเก่งวิชานี้แบบแค่สอนให้ความรู้เพียงครั้งเดียว ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี ใช่แล้วค่ะเพราะเค้าเรียกว่าเป็นคนที่มีความเก่งด้านวิชานี้นั่นเอง อีกทั้งเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆเข้า ความสามารถด้านนี้ก็จะแสดงออกมาได้อย่างชัดเจนในเวลาต่อไปอีกด้วย การเรียนวิชาคณิตศาสตร์ กับการใช้ในชีวิตประจำวัน จะว่าไปแล้วการใช้ชีวิตในแต่ละวันนั้น การที่เรามีการซื้อขายเกิดขึ้น มีผลกำไร มีขาดทุนก็ใช้หลักการทางวิชานี้ทั้งนั้น เพราะเราต้องคำนวณหาคำตอบนั่นเอง จึงเรียกได้ว่าเป็นวิชาที่มีอิทธิพล ต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ดังนั้นเราทุกคนควรมีความรู้ในด้านนี้กันให้มากๆ เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเราได้ทั้งในปัจจุบัน และอนาคตค่ะ สรุปได้ว่าการมีพื้นฐานวิชานี้นั้น มีความสำคัญต่อชีวิตของเราอย่างแท้จริง เราจึงควรให้ความสำคัญกับการเรียนวิชานี้ให้มากที่สุด เพราะมันเป็นการต่อยอดทางด้านความคิด…

การเรียน วิชาภาษาไทย ในยุค2021 วิชาที่ทุกคน จำเป็นต้องเรียน !!

การเรียน วิชาภาษาไทย ในยุค2021 วิชาที่ทุกคน จำเป็นต้องเรียน !!

วิชาภาษาไทย กล่าวได้ว่าเป็นวิชาที่มีการเรียนการสอน กันทุกโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ แต่การที่จะสอนวิชานี้ให้ผู้เรียนมีความชำนาญนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ด้วยวิวัฒนาการเปลี่ยนไปมาก การเรียนวิชานี้ ผู้เรียนบางคนก็เรียนพอเป็นพื้นฐาน เพื่อนๆอยากรู้หรือไม่ว่าทำไม วิชานี้จึงไม่ค่อยมีผู้เรียนชอบสักเท่าไร ส่วนหนึ่งคือความยากของการสะกดคำ การจัดเรียงคำ ถ้าเช่นนั้นการเรียนในยุค2020จะเป็นอย่างไร เพื่อนๆอยากรู้หรือไม่ ถ้าอยากรู้ตามมาดูกันเลยค่ะ วิชาภาษาไทย เป็นวิชาที่เราต้องเรียนทุกคน แน่นอนที่สุดว่า ตั้งแต่เริ่มเรียนหนังสือชั้นอนุบาล วิชาที่นักเรียนขาดไม่ได้เลยคือวิชานี้นั่นเอง ด้วยเพราะเป็นคนไทย ต้องสามารถอ่านและเขียนภาษาของชาติได้นั่นเอง ทางกระทรวงศึกษาธิการ จึงกำหนดให้เรียนทุกคน เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนวิชาอื่นๆต่อไปในอนาคต ทำไมนักเรียนส่วนใหญ่จึงไม่ชอบ วิชาภาษาไทย อันที่จริงแล้ววิชานี้ เป็นวิชาที่เราจะคุ้นชินกับการพูดมากกว่า แต่จะไม่ชินกับการเขียน พอมีการเขียนสะกดคำต่างๆ ความยากเริ่มตามมา ผู้เรียนบางคนไม่ถนัดการเขียน ไม่ชอบสะกดคำ ไม่ชอบรวมคำ ชอบเขียนคำถูกให้เป็นผิดก็มี พอโดนครูบอกให้ปรับปรุง ก็อาจจะทำให้ไม่ชอบวิชานี้ตามมานั่นเอง วิชาภาษาไทย กับการพัฒนาที่ก้าวไกลในยุค2021เมื่อโลกมีการก้าวเข้าสู่ยุค2020 การพัฒนานักเรียน ในด้านวิชานี้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะนักเรียนชาวไทย ยังไม่สามารถเขียนภาษาของตนเองได้อย่างถูกต้องเลย เช่นคำว่า “คะ กับ ค่ะ”ส่วนมาก90%เขียนผิด ทั้งๆที่ต่างกันแค่สระเท่านั้น แต่สังเกตได้เลยว่า…

สาธิตธรรมศาสตร์

สาธิตธรรมศาสตร์ มิติใหม่แห่งสถานศึกษา น่าเรียนที่แท้จริง

               ต้องยอมรับว่าองค์ความรู้ที่เด็กรุ่นใหม่ต้องการนั้นแตกต่างจากสมัยก่อนค่อนข้างมาก การเรียนในหลักสูตรเดิมๆ จึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป หลายวิชาเนื้อหาโบราณเกินกว่าจะใช้งานได้ หลายวิชาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนำไปใช้อย่างไร ไหนจะกฎระเบียบที่ไม่สามารถตอบคำถามเด็กได้อีกว่าเรามีวัฒนธรรมแบบนั้นไปทำไม สาธิตธรรมศาสตร์ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ใหม่ ที่ยังไม่สามารถหาโรงเรียนไหนเทียบเท่าได้ในขณะนี้ สาธิตธรรมศาสตร์ สถานศึกษา น่าเรียน                อย่างแรกเลยก็คือ ทาง สาธิตธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญกับอิสระในการเลือกและตัดสินใจของผู้เรียนอย่างชัดเจน ตั้งแต่เรื่องการแต่งกาย ที่นี่เป็นการเรียนการสอนในระดับชั้นมัธยม แต่ไม่มีการบังคับให้ใครต้องแต่งชุดนักเรียนมา แน่นอนว่าประเด็นนี้ก็มีหลายกระแส ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็ว่ามันกระตุ้นให้เด็กเกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำในด้านฐานะการเงิน คนที่บ้านรวยก็จะแต่งตัวดีกว่า จนอาจนำไปถึงความน้อยเนื้อต่ำใจจนกลายเป็นปมปัญหาใหม่ได้ แต่หากคิดให้ลึกลงไปอีกนิด เราจะรู้ดีว่าสมัยเด็ก เราไม่คิดเรื่องความไม่เท่าเทียมอะไรเหล่านี้มากนักหรอก ขอแค่เรียนอย่างสนุกก็พอแล้ว                ต่อมาที่นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างมาก มีการพูดถึงในลักษณะของนามธรรมมานานมากแล้ว นั่นก็คือการเรียนโดยไม่มีการวัดเกรด ทาง สาธิตธรรมศาสตร์ เลือกใช้วิธีการให้คำประเมินผลว่าผู้เรียนได้พัฒนาในส่วนไหนไปบ้างแล้ว เพื่อให้ผู้ปกครองได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลง แต่จะไม่เอาเกรดมาตัดสินเด็กว่าเขาดีเพียงพอหรือไม่ เวลาตอนเช้าก็ไม่ต้องเข้าแถว มีเพียงให้ร่วมกิจกรรมร้องเพลงกันเป็นบางวันเท่านั้น                มาถึงเรื่องรายวิชา แน่นอนว่าเมื่อรูปแบบการเรียนการสอนเป็นแบบนี้ เนื้อหาวิชาก็ต้องเปลี่ยนให้สอดคล้องกัน โดย สาธิตธรรมศาสตร์ จะเน้นให้ผู้เรียนได้ความรู้ครบถ้วนในกลุ่มการเรียนรู้ 5…