อื่นๆ

คนถนัดซ้าย สมอง และแนวโน้ม เรื่องการเรียน เป็นอย่างไร

คนถนัดซ้าย สมอง และแนวโน้ม เรื่องการเรียน เป็นอย่างไร

คนในโลกส่วนใหญ่ มักจะถนัดขวามากกว่าซ้ายหลายเท่า ดังนั้นเราจึงมองว่าคนที่ถนัดซ้ายมีความแตกต่างจากเรา หรือพิเศษกว่าคนทั่วไป ซึ่งเรื่องความถนัดของมือซ้ายนี้หลายคนมักยังไม่รู้ข้อมูล และมีความลับของคนถนัดมือซ้ายอีกมากมายที่จะทำให้คุณแปลใจ ยิ่งถ้าคุณเป็น คนถนัดซ้าย ที่อยู่ในวันศึกษาเล่าเรียน ก็ควรสนใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะสามารถทำนายแนวโน้มเรื่องการเรียนจากมือซ้ายข้างถนัดของคุณได้ แนวโน้ม เรื่องการเรียนของ คนถนัดซ้าย คนถนัดซ้ายเรียนวิชาที่สนใจได้ดี เชื่อกันว่าถ้าคนถนัดซ้ายสนใจเรื่องราว หรือวิชาใดเป็นพิเศษ เขาจะเป็นอัจฉริยะในวิชานั้นไปเลย เนื่องจากเขาจะลงลึกจนถึงขั้นหมกมุ่นเลยทีเดียว คนถนัดซ้ายจะมีพรสวรรค์ บ่อยครั้งที่คนถนัดซ้ายไม่ได้มีพื้นฐานในวิชา หรือทักษะนั้น ๆ มาก่อนเลย แต่ในครั้งแรกเขาก็ทำได้ดีจนน่าตกใจ เหมือนคนที่มีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิด คนถนัดซ้ายจะมีไอคิวสูง ถ้ามีการวัดไอคิว คนถนัดซ้ายมักจะไอคิวเฉลี่ยสูงกว่าคนที่ถนัดขวา แต่แม้คนถนัดซ้ายที่มีไอคิวต่ำ เขาก็มีความสนใจพิเศษ หรือเรียนบางเรื่องได้ดี คนถนัดซ้ายจะเรียนรู้ได้หลายอย่าง คนที่ถนัดซ้ายจะมีความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ หลายอย่างพร้อมกัน และทำได้ดีมาก ซึ่งเขาจะมักจะไม่เกิดความสับสน หรือหลงลืมสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อน คนถนัดซ้ายจะทำโจทย์ยาก ๆ ซับซ้อนได้ ถ้ามีข้อสอบหรือโจทย์ยาก ๆ ที่มีความซับซ้อน ก็ต้องส่งมาให้คนถนัดซ้ายเลย เพราะเขาจะมีกระบวนการคิดที่แตกต่างสร้างสรรค์กว่าคนอื่น และเขามักจะมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนคุณครูสอน คนดังที่ถนัดมือซ้าย สิงห์อีซ้ายที่มีชื่อเสียง…

แมงมุมเพื่อนรัก (Charlotte’s Web) วรรณกรรมเยาวชน หนังสืออ่านนอกเวลา

แมงมุมเพื่อนรัก (Charlotte’s Web) วรรณกรรมเยาวชน หนังสืออ่านนอกเวลา

วรรณกรรมเรื่องแมงมุมเพื่อนรัก ได้รับการตีพิมพ์เกินกว่าถึง 45 ล้านเล่ม และยังมีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่า 23 ภาษา  นอกจากนี้วรรณกรรมเรื่อง แมงมุมเพื่อนรัก ยังได้รับรางวัลนิวเบอรี่ (The Newberry Medal) ซึ่งถือเป็นรางวัลออสการ์แห่งวงการวรรณกรรมเยาวชนเหรียญเงิน (Honor) และทางนิตยสาร TIME นิตยสารระดับโลกฉบับก็ได้ยกย่องให้เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ดีที่สุดในศตวรรษ (ปี 1999) เรื่องย่อวรรณกรรมเรื่อง แมงมุมเพื่อนรัก ตัวละครเอกของเรื่องแมงมุมเพื่อนรักคือแม่แมงมุมที่ชื่อ “ชาร์ล็อต” ซึ่งเธอได้ช่วยชีวิตลูกหมูชื่อว่า “วิลเบอร์” เพื่อไม่ให้เจ้าหมูถูกฆ่าเป็นอาหาร โดยการออกอุบายเพื่อทำให้เจ้าหมูกลายเป็นเจ้าหมูวิเศษ ซึ่งชาร์ล็อตได้ชักใยเป็นตัวอักษรว่า “หมูพิเศษ” เมื่อชาวบ้านมาเห็นจึงตกใจและลือกันไปทั่วว่าเจ้าหมูนี้เป็นหมูมหัศจรรย์ นี่เองจึงทำให้มันรอดจากการกลายเป็นเบคอน และทั้งสองก็ได้สานสัมพันธ์เป็นเพื่อนกันเรื่อยมา  และพบเจอกับประสบการณ์การผจญภัยต่าง ๆ จนใกล้วาระสุดท้ายของแมงมุมอย่างชาร์ล็อต ที่แม้ว่าเจ้าหมูจะเอาแต่บอกว่าเขาไม่เคยทำอะไรเพื่อชาร์ล็อตเลย แต่ชาร์ล็อตกลับบอกว่าสิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากมิตรภาพดี ๆ ที่เจ้าหมูมอบให้เธอ และเมื่อถึงวันที่ชาร์ล็อตจากไปตามอายุขัย เจ้าหมูก็เศร้ามาก แต่มันก็ไม่ได้เศร้านานนัก เพราะชาร์ล็อตได้ทิ้งลูก ๆ ของเธอให้เป็นเพื่อนกับเจ้าหมูน้อยนั่นเอง ข้อคิดที่ได้จากวรรณกรรมเรื่องแมงมุมเพื่อนรัก -มิตรภาพระหว่างเพื่อนคือสิ่งสวยงามที่เราควรรักษาให้ยืนยาวต่อไป…

วินนีเดอะพูห์ (Winnie the Pooh) วรรณกรรมเยาวชน อบอุ่นหัวใจ สะท้อนแนวคิดแบบเด็ก ๆ ที่ตัวละครสร้างจากชีวิตจริง

วินนีเดอะพูห์ (Winnie the Pooh) วรรณกรรมเยาวชน อบอุ่นหัวใจ

ผู้เขียนเรื่องวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง วินนีเดอะพูห์ Winnie the Pooh คือ เอ.เอ. มิลน์ (A.A. Milne) ผู้ซึ่งนำตัวละครมาจากชีวิตจริงของเขา โดยเขาได้นำชื่อลูกชายคือ คริสโตเฟอร์ โรบิน มาเป็นตัวละครหลัก ซึ่งเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในเรื่อง และนำคาแรกเตอร์หมีพูห์มาจากหมีชื่อดังในกองทัพที่ได้รับตัวมาอยู่ในสวนสัตว์ และต่อมาเมื่อคริสโตเฟอร์ โรบิน เห็นเจ้าหมีตัวจริงที่สวนสัตว์ ก็เลยเกิดแรงบันดาลใจจนเปลี่ยนชื่อตุ๊กตาของตนมาเป็นชื่อ “วินนี” ส่วนคาแรกเตอร์บรรดาสัตว์อื่น ๆ ในป่าก็ได้จากตุ๊กตาของลูกชายเขานั่นเอง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าแม้วรรณกรรมเยาวชนเรื่องนี้จะอบอุ่นหัวใจสักเพียงใด แต่ในชีวิตจริงของผู้เขียน ความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายไม่สู้จะดีนัก เพราะคริสโตเฟอร์ โรบินในชีวิตจริงไม่ได้มีความสุขกับชื่อเสียงที่ได้จากพ่อของเขา และตัวพ่อเขาเองก็เป็นคนค่อนข้างเย็นชา ไม่ได้สนิทสนมกับลูกหรือให้เวลาครอบครัวเท่าที่ควร เรื่องย่อ วรรณกรรมเยาวชน ที่มาจากชีวิตจริง วินนีเดอะพูห์ ตัวละครหลักของเรื่องวินนีเดอะพูห์คือหมีพูห์ ที่มีนิสัยใสชื่อ ไร้เดียงสา ชอบคิดอะไรแปลก ๆ แก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบเด็ก ๆ ขณะที่พิกเล็กหมูน้อยก็ขี้กลัว คอยตามหลังหมีพูห์แจ แต่ก็มีความน่ารักสดใส จะมีความเชื่อมั่นต่อเมื่อมีพูห์อยู่ใกล้ ๆ ทิกเกอร์เจ้าเสือผู้ชอบกระโดดโลดเต้น ขี้อวด…

ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต วรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิกตลอดกาล

ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต วรรณกรรมเยาวชน สุดคลาสสิก ตลอดกาล

โรอัลด์ ดาห์ล คือนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนที่เขียนเรื่อง Charlie and the Chocolate Factory ชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต นี้ และยังเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 50 วรรณกรรมที่เด็กควรจะต้องอ่านก่อนโต เรื่องย่อชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลต เนื้อเรื่องโดยย่อของชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลตวรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิกตลอดกาลเริ่มต้นเรื่องจากเด็กชายชาร์ลีผู้ยากจนคนหนึ่ง โชคดีได้ตั๋วเยี่ยมชมโรงงานช็อกโกแลตจากห่อช็อกโกแลตที่เขาซื้อ และเขาก็เลือกปู่ของเขาให้ได้สิทธิ์ไปเยี่ยมชมโรงงานกับเขา ซึ่งที่โรงงานทำช็อกโกแลตนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แขกผู้เข้าชมมาก เพราะไม่เพียงแต่โรงงานจะผลิตช็อกโกแลตและขนมหวานเท่านั้น แต่ขั้นตอนการผลิตยังต่างจากโรงงานทั่วไปอย่างเหลือเชื่อ เนื่องจากมีความแฟนตาซีเกินกว่าจะจินตนาการได้ ดังเข้าไปในโลกแห่งความฝัน ซึ่งผู้สร้างฝันนี้ก็คือเจ้าของโรงงานสุดเพี้ยน ชื่อว่า วิลลี่ วองก้า และการเชิญเด็ก ๆ และผู้ปกครองมาเยี่ยมชมโรงงานครั้งนี้เขาก็มีแผนการอยู่แล้ว จนท้ายที่สุดจากชาร์ลี กับ โรงงานช็อกโกแลตวรรณกรรมเยาวชนสุดคลาสสิกตลอดกาลนี้ เด็ก ๆ และพ่อแม่ที่ทำตัวไม่น่ารักก็ถูกเชิญให้ออกไปก่อนจบการเยี่ยมชม จนกระทั่งเหลือแค่เด็กชายชื่อชาร์ลี ซึ่งวิลลี่ วองก้า ก็ได้เฉลยว่าผู้ที่อยู่เป็นคนสุดท้ายจะได้รางวัลใหญ่ นั่นก็คือกุญแจโรงงาน เพื่อให้ชาร์ลีได้สืบทอดโรงงานนี้ต่อจากเขา เพราะชาร์ลีคือเด็กที่มีความพิเศษ…

ทักษะการอ่าน ของคุณอยู่ระดับใด อยู่ในขั้นไหน ถ้าอยากรู้มาดูกัน

ทักษะการอ่าน ของคุณอยู่ระดับใด อยู่ในขั้นไหน ถ้าอยากรู้มาดูกัน

ใคร ๆ ก็อ่านหนังสือได้ แต่เราอยากจะเป็นคนที่อ่านได้แบบไหนกันล่ะ โดยเฉพาะนักเรียนและนักศึกษา ที่มีความจำเป็นจะต้องอ่านหนังสือ ให้มาก และอย่างสม่ำเสมอ การรู้ว่าตนเองมีทักษะในการอ่านระดับใด ก็จะช่วยให้รู้ตัว ประเมินความสามารถของตนได้ และนำไปใช้พัฒนาปรับปรุง ทักษะการอ่าน ต่อไป ทักษะการอ่าน ของแต่ละคนมี 4 ระดับ ดังนี้ ทักษะการอ่าน ระดับพื้นฐาน : คนที่อ่านออก คือคนที่อ่านหนังสือแบบอ่านออก สะกดคำเป็น อ่านออกเสียถูก อ่านแล้วไม่ค่อยมีผิด แต่เป็นแค่ในระดับที่เพียงแค่อ่านออกเขียนได้เท่านั้น แม้จะสามารถจดจำสิ่งที่อ่านได้ดี แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาในระดับลึก ๆ ได้ คล้าย ๆ กับการอ่านแบบนกแก้วนกขุนทอง ซึ่งทักษะการอ่านระดับนี้มักพบได้ในระดับชั้นประถมต้น ทักษะการอ่าน ระดับพอใช้ : คนที่อ่านแล้วเข้าใจ คือคนที่นอกจากจะอ่านได้ไม่มีผิดแล้ว ก็ยังเข้าใจรูปประโยคของสิ่งที่อ่านด้วย รวมทั้งยังพอสรุปใจความสำคัญ หรือย่อความได้ด้วย  และแม้จะพอวิเคราะห์ได้แต่ก็ไม่ลึกซึ้ง ซึ่งทักษะการอ่านระดับนี้มักพบได้ในระดับชั้นประถมปลายและมัธยมต้น ทักษะการอ่าน ระดับดี : คนที่อ่านแล้วรู้จักคิดวิเคาระห์…

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ?

“เกาหลี” ใต้คือประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก ในปี 2020 ดังนั้นจึงทำให้หนุ่มสาวที่กำลังมองหามหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาต่อ เล็งมหาวิทยาลัยที่เกาหลีใต้เอาไว้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นมาดูกันว่าหากเราต้องการ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง แนะนำ การเตรียมตัว และเตรียมเอกสาร ต่างๆ ในการ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ การติดต่อสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ที่หน่วยงานใด คุณไม่ต้องกังวลว่าจะชั้นจะติดต่อที่ไหนยังไง เพราะตามมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้เกือบทุกแห่งเค้าโกอินเตอร์กันแล้ว ดังนั้นจึงมี International Office คอยให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องการเรียนต่อของนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งคุณสามารถติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย เอกสารที่ใช้ สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ เอกสารที่ใช้สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้อาจมีความแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะต้องมีเอกสารพวกนี้ เช่น -เอกสารการสมัครซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะระบุข้อกำหนดมา -สูติบัตรของเราเพื่อยืนยันความสัมพันธ์ของพ่อแม่และเรา   -ตัวสำเนาของพาสปอร์ตตัวเอง และพ่อแม่ของเรา -หลักฐานที่เกี่ยวกับการเข้าและออกประเทศซึ่งออกโดยเจ้าหน้าที่ของเกาหลี     -เอกสารการจบการศึกษาจากสถาบันเดิม หรือเอกสารระบุว่ากำลังศึกษาในระดับชั้นใด –หนังสือรับรองโดยอาจารย์หรือที่จากทำงานเก่าของคุณ ซึ่งจดหมายที่เขียนโดยอาจารย์ที่กล่าวถึงเราในแง่ดีจะยิ่งได้เครดิตมาก -เอกสารแสดงความสามารถทางภาษาอังกฤษ หรือภาษาเกาหลี หรือพวก TOEFL / IELTS    -กรณีที่มีพอร์ตงาน (Portfolio) หรือผลงานตอนที่เคยทำงานก็ควรหนีบไปโชว์เค้าด้วย ขั้นตอนการสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้คร่าว…

รู้จัก มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ ประเทศที่มี ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก

รู้จัก มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ ประเทศที่มี ระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก

“เกาหลีใต้” เป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะการศึกษาในระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำมากมาย  ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยก็คณะที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงในระดับโลกทั้งสิ้น ดังนั้นหากคุณกำลังคิดจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เกาหลีใต้ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณควรสนใจ และศึกษาว่าแต่ละ มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ นั้น มีคณะอะไรที่ขึ้นชื่อบ้าง รวบรวม มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ ที่น่าเรียน มหาวิทยาลัย Seoul National University (มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล) ถือเป็นอันดับ 1 ของ มหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ และเคยได้รับการจัดอันดับเป็นที่สุดยอดมหาวิทยาลัยอันดับที่ 5 ของโลกด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด และเยลด้วยและคณะที่ขึ้นชื่อคือ คณะแพทยศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Sejong University (มหาวิทยาลัยเซจง) สถาบันเก่าแก่ มีสถาปัตยกรรมโบราณงดงาม และยังมีพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยเซจงด้วย และคณะที่ขึ้นชื่อคือคณะการจัดการโรงแรม มหาวิทยาลัย Korea University (มหาวิทยาลัยโคเรีย) มหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย และเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่ดีที่สุดของเกาหลีและคณะที่ขึ้นชื่อคือคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย Yonsei University (มหาวิทยาลัยยอนเซ) มหาวิทยาลัยเอกชนที่ได้รับการจัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังในเกาหลีใต้ที่ดังมากในระดับโลกและคณะที่ขึ้นชื่อคือคณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย…

5 จุดเด่น ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ที่มีดีระดับโลก แม้แต่เด็กไทยก็อยากไปเรียนต่อ

5 จุดเด่น ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ที่มีดีระดับโลก แม้แต่เด็กไทยก็อยากไปเรียนต่อ

อย่ามองข้ามการศึกษาต่อที่ “สิงคโปร์” เพราะแม้จะเป็นประเทศที่มีพื้นที่เล็ก ๆ แต่ ระบบการศึกษาสิงคโปร์  เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบการศึกษาในระดับโลก จนทำให้ตอนนี้บ้านเรามีพ่อแม่หลายคน อยากจะส่งลูกไปเรียนต่อที่สิงคโปร์ นั่นก็เพราะว่า ระบบการศึกษาสิงคโปร์ ดีเยี่ยมอย่างแท้จริง ระบบการศึกษาสิงคโปร์ มีโครงสร้างทางการศึกษาที่ดี โครงสร้างทางระบบการศึกษาสิงคโปร์มีความเคร่งครัด สถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและอิสระจะต้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับโครงสร้างทางการศึกษาที่กำหนดไว้ แต่หลัก ๆ แล้วคือ ในระดับชั้นต่าง ๆ จะมีโครงสร้างทางการศึกษา ดังนี้ -ก่อนประถมศึกษา (ไม่ได้บังคับไว้) -ประถมศึกษา 6 ปี (ประถมต้น 4 ปี และประถมปลาย 2 ปี) -มัธยมศึกษา 4-5 ปี -การศึกษาหลังจบระดับมัธยม โดยจะเข้าระดับอุดมศึกษา หรือเรียนต่อวิชาชีพตามสถาบันต่าง ๆ ที่ตนสนใจหรือถนัด -อุดมศึกษา หรือระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งสิงคโปร์มีมหาวิทยาลัยเพียงไม่กี่แห่งแต่เด่นกันไปคนละทาง และเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกมากมาย ระบบการศึกษาสิงคโปร์มีหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์เห็นความสำคัญของการจัดหลักสูตรการศึกษามาก ดังนั้นจึงมีงบจัดทำหลักสูตรใหม่ๆ เสมอ…

ข้อดีของครูวัยรุ่น มีข้อดีอย่างไร กับเด็กๆ ยุคปัจจุบันนี้บ้าง มาดูกัน

ข้อดีของครูวัยรุ่น มีข้อดีอย่างไร กับเด็กๆ ยุคปัจจุบันนี้บ้าง มาดูกัน

แวดวงการศึกษาในประเทศอื่นที่เจริญแล้ว ภาพจำของอาชีพครูไม่ยึดติดกับเพศและช่วงวัย จุดชี้วัดจะมีเพียงศักยภาพในการสอนเท่านั้น ซึ่งกลับกันในระบบการศึกษาไทย อาจมีภาพจำว่าครูต้องมีอายุและมีกิริยาที่สำรวม แต่อย่างไรก็ดียุคแห่งการผลัดเปลี่ยนย่อมเกิดขึ้น ครูรุ่นสูงวัยลายครามต้องเกษียณอายุออกไป และถูกแทนที่ด้วยครูวัยรุ่น ซึ่งในวันนี้จะมาหา ข้อดีของครูวัยรุ่น กันค่ะว่าดีอย่างไร แนะนำ ข้อดีของครูวัยรุ่น มีอะไรบ้าง มาดูกัน ข้อดีของครูวัยรุ่น ข้อที่ 1 ปรับรูปแบบการสอนให้เข้ากับเด็กได้ดีกว่า เพราะหากเป็นครูสูงวัยรุ่นเก่าๆ ก็ย่อมมีแนวทางการสอนที่ต้องเชื่อฟัง การโต้แย้งเท่ากับเสียมารยาท  เนื้อหาการเรียนต้องท่องจำโดยยึดจากตำราเป็นสำคัญเท่านั้น  มีการลงโทษเมื่อเด็กกระทำผิดด้วยการตี ซึ่งรูปแบบการสอนแบบนี้ในปัจจุบันมีเหตุผลมารองรับแล้วว่ามันใช้ไม่ได้ผล  ซึ่งครูวัยรุ่นย่อมไม่ค่อยนิยมในแนวทางของครูสูงวัยอยู่แล้ว ฉะนั้นแนวทางสมัยใหม่จะเน้นในเรื่องของเหตุและผลมากขึ้น เช่น เนื้อหาการเรียน ที่สามารถค้นคว้าได้มากกว่าในตำราเรียน โดยการอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ หากมีข้อมูลที่สดใหม่กว่า น่าเชื่อถือกว่า ย่อมสามารถนำมาถกเถียงกันได้ ข้อดีของครูวัยรุ่น ข้อที่ 2 เข้ากับเด็กได้ง่าย เนื่องจากอายุของครูกับเด็กนักเรียนไม่ไกลกันมาก ทำให้แนวทางการชีวิตและสภาพแวดล้อมต่างๆ มีลักษณะคลานตามกันมา ซึ่งครูวัยรุ่นสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์กับวิธีการการสอน ในแง่ของการใช้คำพูดและวิธีการสื่อสารกับนักเรียน นอกจากนี้อาจรวมไปถึงความสามารถในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่นแก่นักเรียนได้ดีและตรงใจเด็กนักเรียน จนในบางครั้งอาจทำให้นักเรียนรู้ว่าครูวัยรุ่นเปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของพวกเขา ที่สามารถสอนให้ความรู้ในห้องเรียน แล้วยังเป็นพี่เลี้ยงที่สามารถสอนวิชาชีวิตได้อีก ทั้ง 2 ข้อดีของครูวัยรุ่น…

ไขความรู้ที่นอกตำรา ทำไมเราไม่เรียกว่า ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านว่า ชาวต่างชาติ ทั้งหมด

ไขความรู้นอกตำรา ทำไมเราไม่เรียกว่า ผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านว่า ชาวต่างชาติ ทั้งหมด

เชื่อว่าควรรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างนี้กันแทบทุกคน เมื่อนึกถึงชาวพม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา พวกเรามักจะเรียกพวกเขาว่า “ต่างด้าว” อีกทั้งเมื่อพบเห็นบุคคลที่หน้าตาเข้มๆ ตาคม กลิ่นตัวฉุนเครื่องเทศ พวกเราจะเรียกเขาว่า “แขก” และเมื่อใดที่เรานึกถึงคนผิวหยาบ ตัวขาว รูปร่างสูงใหญ่ พวกเราจะเรียกเขาว่า “ฝรั่ง” หรือคำทางการว่า ชาวต่างชาติ โดยคำถามสำคัญคือ แล้วในทางกลับกันทำไมเราถึงไม่เรียกผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านว่าชาวต่างชาติบ้าง? ไขปัญหาคำนิยามของ ชาวต่างชาติ ที่ทุกคนสงสัย เรื่องของการเรียกชาวต่างชาตินี้ต้องไล่เรียงจากช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ก่อน ซึ่งต้องย้อนไปถึงยุคที่เรายังไม่ติดต่อกับคนจากภายนอก นั่นจึงทำให้เราต้องติดต่อกับผู้คนอยู่ในวงจำกัดที่ไม่ไกลมากนักจากถิ่นฐานของตัวเอง คำว่าชาวต่างด้าวจึงเกิดขึ้น ซึ่งคำว่าต่างด้าว หมายถึงคนต่างถิ่นที่ไกลออกไป สามารถไปมาหาสู่กันได้ มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงรูปร่างหน้าตาไม่ต่างกันนัก หลังจากนั้นเมื่อถึงยุคที่ชาวเอเชียใต้กับตะวันออกกลาง เชี่ยวชาญการเดินเรือและเดินทางเข้ามายังภูมิภาคแห่งนี้เพื่อการค้าขายและเผยแพร่ศาสนาเมื่อราวพันปีก่อน ทำให้พวกเราได้พบกับบุคคลที่ดูแปลกหน้าแปลกตา ทั้งตาและผิวพรรณ พวกเราจึงเรียกเขาว่า “แขก” ซึ่งก็หมายถึงบุคคลที่เข้ามาเยี่ยมเยือนนั่นเอง ก่อนที่คำว่า แขก จะกลายเป็นคำที่สื่อถึงบุคคลใด ๆ ก็ตามที่มาเยี่ยมเยือนชายคา ในอีกความหมาย     ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ ยุคที่ชาวตะวันตกเริ่มค้นพบทวีปเอเชียและเดินทางเข้ามายังภูมิภาคของเรา…