การเรียน

เรื่อง เรียนไม่ตรงสาย ไม่ใช่ปัญหา

เรียนไม่ตรงสาย ไม่ใช่ปัญหา เพียงแค่เข้าใจตัวเอง ตั้งแต่ต้น

สิ่งที่น่าเสียดายอย่างมากสำหรับเด็กยุคไอที ก็คือพวกเขามีโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลมหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะค้นหาความชื่นชอบของตัวเองได้ แต่ก็ยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ เรียนไม่ตรงสาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าความใฝ่ฝันเกี่ยวกับวิชาชีพในอนาคตคืออะไร อีกส่วนหนึ่งก็คือพ่อแม่มักจะชี้นำและสร้างความกดดันให้กับลูกมากเกินไป จนเขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง หมดปัญหา เรียนไม่ตรงสาย แค่เข้าใจตัวเอง เมื่อเรียนไม่ตรงสาย ปัญหาที่ตามมาก็คือความตึงเครียด สิ่งที่เป็นความถนัดไม่ได้นำออกมาใช้ แต่กลับต้องพยายามทำในสิ่งที่ตัวเองยังไม่แน่ใจว่าจะดีจริงหรือไม่ ดังนั้นการทำความเข้าใจตัวเองอย่างละเอียด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเรียนอะไรจึงสำคัญมาก จำไว้เสมอว่าการเลือกเรียนตามเพื่อนนั้นไม่ใช่แนวทางที่ดี และการทำตามความพอใจของพ่อแม่ก็ไม่ดีเช่นเดียวกัน หากเราไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่จะเลือกนั้นตอบโจทย์ในใจเราจริงๆ วิธีการค้นหาตัวเองแบบง่ายๆ ให้เริ่มจากการตั้งคำถามให้ตรงจุดเสียก่อน ถ้าเราเรียนไม่ตรงสายจะเสียอะไรไปบ้าง กิจกรรมที่เรารักจะมีเวลาทำมันน้อยลงไหม ชีวิตวัยเรียนจะมีความสนุกอย่างที่มันควรจะเป็นหรือไม่ เมื่อเรามองเห็นข้อเสียทั้งหมดแล้ว มันจะเกิดแรงผลักดันให้เรามุ่งมั่นไปตามความฝันโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็ลองสังเกตจากคำพูดของคนรอบข้าง มีอะไรบ้างที่เขาบอกว่าเราทำได้ดี และมีอะไรบ้างที่คนอื่นมักจะขอความช่วยเหลือจากเรา นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นเหมือนพรสวรรค์ติดตัวมา คนที่เลือกเรียนไม่ตรงสาย ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความถนัดในเรื่องไหนเลย แต่เป็นเพราะไม่เคยไตร่ตรองถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวเองจริงๆ บางคนเขียนนิยายเก่งมาก เวลามีกิจกรรมประกวดในโรงเรียนก็มักจะได้รางวัลเสมอ แบบนี้ก็ชัดเจนว่าควรจะเรียนทางด้านภาษาหรือศิลปะศาสตร์มากกว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าในวันนี้ลองถามตัวเองแล้วยังไม่ได้คำตอบ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลใจ เพราะการค้นหาตัวเองจำเป็นต้องใช้เวลาเหมือนกัน แหล่งให้ข้อมูล เกี่ยวกับ การศึกษาและความรู้ kor-kai.com ที่นี่มีข้อมูลดีๆ ที่มีความรู้ที่หลากหลาย และครบถ้วน สำหรับคุณ และถ้าถ้าคุณกำลังมองหาเกมออนไลน์ เล่นเพื่อคลายสมอง ufabet1688 ที่นี่ ก็มีเกมออนไลน์…

เกมตัวช่วย สมาธิในการเรียน ได้ดี

สมาธิในการเรียน สามารถสร้างเสริม ด้วยการเล่นเกมแสนสนุก ในระหว่างเรียนได้

อันที่จริงเรื่องของ สมาธิในการเรียน เป็นสิ่งที่ฝึกกันได้ และธรรมชาติที่ทุกคนเป็นก็ไม่ใช่ว่ามีมาแต่เกิด มันถูกฝึกผ่านการเลี้ยงดูในช่วงที่พวกเราเป็นเด็กต่างหาก ถ้าพ่อแม่สร้างสภาวะแวดล้อมที่เสริมสร้างสมาธิให้แก่เรา เช่น มีห้องทำการบ้านส่วนตัว มีชั่วโมงของการอ่านหนังสือ เล่นเกมที่ต้องใช้การคิดวางแผน เป็นต้น เมื่อโตขึ้นก็จะกลายเป็นคนที่มีสมาธิดี แต่ถ้าตอนเด็กเจอแต่กิจกรรมที่เปลี่ยนแปลงเร็วๆ อยู่ตลอด ส่วนมากก็จะมีสมาธิสั้น เกมแสนสนุก ช่วยเสริมสร้าง สมาธิในการเรียน ได้ ทีนี้เมื่อเรามีสมาธิในการเรียนที่ค่อนข้างสั้น หรือสงบนิ่งได้ไม่นานเพียงพอ จะทำให้เรามีปัญหาในการเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเรียน จากที่ควรจะเก็บเกี่ยวรายละเอียดของเนื้อหาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็อาจลดเหลือแค่ 40-60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ทั้งที่เรายังต้องนั่งเรียนด้วยจำนวนชั่วโมงที่เท่ากันกับเพื่อนๆ อยู่ คิดดูแล้วก็รู้สึกเสียเวลาและเสียโอกาสเหมือนกันใช่ไหม อย่างนั้นคงจะดีกว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนตัวเองให้มีสมาธิที่ดีขึ้นได้ เรื่องนี้มีการทดสอบเอาไว้อย่างจริงจัง โดยค้นหาแนวทางในการเสริมสร้างสมาธิในการเรียนกับเด็กช่วงวัยต่างๆ ผลลัพธ์ก็คือการสร้างสมาธินั้นเลือกทำได้หลากหลาย อย่างที่เราได้ยินกันบ่อยก็คือการนั่งสมาธิ กำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบัน การตัดโซเชียลออกไปในช่วงเวลาหนึ่ง การเล่นกีฬาบางชนิดก็ดีต่อการสร้างสมาธิด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนรู้สึกชื่นชอบและอยากลองทำมากที่สุด เป็นการเล่นเกมที่ได้ทั้งความสนุกและความเพลิดเพลิน เกมสำหรับเสริมสร้างสมาธิในการเรียนที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เกมพิสดารอะไร คนส่วนใหญ่ต้องเคยเล่นมาแล้วทั้งนั้น ตัวอย่างของเกมที่น่าสนใจได้แก่ เกมจับผิดภาพ เกมจับคู่ภาพ เกม Puzzle อย่างง่าย เป็นต้น…

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว คือ การทำตัวให้เข้ากับน้องๆ ไม่ทำตัวต่าง

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว การเตรียมความพร้อม ที่ต้องกลับไปเรียน ร่วมกับรุ่นน้อง

ไม่ว่าจะเป็นเด็กมัธยมที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว หรือเป็นเด็กซิ่วที่ตัดสินใจย้ายคณะหรือย้ายมหาวิทยาลัยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ล้วนมีความท้าทายในการปรับตัวไม่ต่างกัน สำหรับเด็กมัธยมอาจจะมองว่า คนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนนั้นได้เปรียบ ทั้งเรื่องการสอบที่มีโอกาสทำได้คะแนนสูงกว่า และการปรับตัวกับบรรยากาศการเรียนใหม่และเพื่อนกลุ่มใหม่ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในวันนี้เราจึงขอแนะนำเกี่ยวกับ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว กับเด็กซิ่วทุกๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเรียนในภาคเรียนต่อๆไป แนะนำ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว เพื่อเตรียมความพร้อม ในการกลับมาเรียนใหม่ เนื่องจากเด็กซิ่วจะต้องกลับมาเรียนกับรุ่นน้องที่ต่างวัยกัน ถึงจะห่างกันแค่ 1-2 ปี แต่ความรู้สึกถึงการเข้ากันได้ยังมีช่องว่างอยู่เสมอ นอกจากคนที่ตัดสินใจย้ายที่เรียนจะต้องเตรียมตัวกับสถานที่และข้อกำหนดใหม่ๆ เช่นเดียวกับคนอื่นแล้ว เขายังต้องพยายามสานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ มากกว่าเด็กที่สอบเข้ามาพร้อมกันด้วย หากไม่ได้เป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง และไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นพื้นฐาน พวกเขาก็จะต้องใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนให้มาก เพื่อสร้างความคุ้นเคยจึงจำเป็นจะต้องรู้จักกับวิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว นั้นเอง สำหรับเด็กซิ่วที่กำลังมีปัญหา และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้ากับสังคมมหาวิทยาลัยไม่ได้ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว อยากให้เริ่มจากมองว่าตัวเองไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น และการเลือกเปลี่ยนสาขาที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ออกจะน่าภูมิใจด้วยซ้ำไป เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญมากพอที่จะเลือกตามความชื่นชอบ เมื่อไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำแล้ว ก็จะช่วยให้การเข้าสังคมทำได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนยิ้มยากก็เตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ หากยิ้มให้คนอื่นก่อนได้ก็จะดีมาก วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่วต่อมาคือการใช้ประสบการณ์ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เด็กซิ่วส่วนมากจะรู้ว่าการเตรียมตัวเรียนในแต่ละวิชาเป็นอย่างไร ต้องหาชีทเรียนยังไง ต้องเลือกคลาสที่เรียนแบบไหน ให้แบ่งปันความรู้ตรงนี้ให้กับเพื่อนๆ ทำนองว่าเป็นที่ปรึกษาก็ได้ กรณีนี้จะเหมาะมากกับคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง เพราะเพื่อนจะเป็นฝ่ายเข้ามาถามข้อมูลกันเราเอง หน้าที่เราแค่แนะนำแนวทางที่ดีที่สุดไป…

เรียนออนไลน์ ที่บ้านให้เข้าใจ ต้องมีความตั้งใจสูง

เรียนออนไลน์ อยู่ที่บ้าน แล้วไม่รู้เรื่อง เพราะง่วงนอน ตลอดเวลา

ใครว่าการ เรียนออนไลน์ จะทำให้เด็กเรียนได้อย่างประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เชื่อเถอะว่าเด็กที่จะเรียนได้ดีขึ้นนั้นจัดเป็นคนกลุ่มน้อยมาก เพราะเวลาที่เราเรียนอยู่บ้าน ระดับความอิสระมันต่างจากตอนอยู่ที่โรงเรียนค่อนข้างเยอะ บรรยากาศและความตั้งใจก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากไม่มีการบังคับตัวเองดีพอ สุดท้ายก็จะไม่มีสมาธิเรียน นั่งนานไปก็ง่วงนอนและอาจเผลอหลับในท้ายที่สุด แก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นกับการ เรียนออนไลน์ ปัญหานี้แก้ได้ไม่ยากเท่าไร แต่สำหรับบางคนอาจจะเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีการเรียนออนไลน์ทั้งหมดไปเลย ถึงจะต้องลงมือทำงานมากน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว เริ่มแรกคือการให้ความสำคัญกับพื้นที่ ควรแยกพื้นที่สำหรับการเรียนออกมา ไม่ควรรวมกับห้องนั่งเล่นหรือห้องนอน เนื่องจากบรรยากาศนั้นสบายมากเกินไป และยังมีกลิ่นไอของการพักผ่อนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางเลยที่เราจะมีสมาธิกับการเรียนแบบต่อเนื่องยาวนานได้ ต่อมาคือการทำทุกอย่างให้เหมือนกับตอนที่เราไปโรงเรียน ถ้าปกติต้องตื่นเช้ามาอาบน้ำทานข้าว ก็แนะนำว่าให้ทำแบบเดิม เป็นการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจก่อนเริ่มเรียนออนไลน์ในแต่ละวัน หรือถ้าใครคุ้นเคยกับการจัดกระเป๋าในช่วงกลางคืน ก็ให้ลองทำคล้ายๆ กับการจัดกระเป๋า แต่เป็นการเตรียมบทเรียนล่วงหน้าแทน วันพรุ่งนี้จะเรียนเนื้อหาเรื่องอะไร มีการบ้านอะไรบ้างหรือไม่ ถ้าเป็นองค์ความรู้ที่ต่อเนื่องจากของเดิม ก็ต้องคิดด้วยว่าเรามีข้อสงสัยตรงไหนที่ต้องสอบถามกับอาจารย์ผู้สอนเพิ่มเติมหรือไม่ การทำแบบนี้เป็นการกระตุ้นในระดับจิตใต้สำนึก เพื่อให้เราพร้อมกับการเรียนมากขึ้นนั่นเอง อีกอย่างหนึ่งคือ ห้ามนั่งฟังเฉยๆ ระหว่างเรียนออนไลน์เป็นอันขาด ให้ฟังและจดบันทึกตามไปด้วย ต่อให้เวลานั้นยังไม่เข้าใจเพราะเนื้อหาค่อนข้างใหม่ แต่มันช่วยให้เราไม่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ กลับมาจดจ่ออยู่ที่การบันทึกข้อมูลตลอดเวลา ขณะที่จดก็ควรเลือกใช้ปากกาสีเพิ่มความจำด้วย ถ้าทำทั้งหมดนี้แล้วยังรู้สึกว่าง่วงเกินไป ก็ให้เพิ่มการเปิดดนตรีคลาสสิค หรือจะใช้เป็นกลิ่นอโรม่าที่ช่วยเรื่องการเรียนรู้ก็ได้ kor-kai.com แหล่งรวบรวมข้อมูล การศึกษาและความรู้ ที่หลากหลาย…

เรียนดี กิจกรรมเด่น ต้องรู้จักวิธีแบ่งเวลาและต้องมีวินัย

เรียนดี กิจกรรมเด่น ในแต่ละวัน เราต้องแบ่งเวลา อย่างไร?

เชื่อไหมว่าการเป็นเด็กเรียนดีนั้นทำได้ไม่ยาก แต่ถ้าอยากเก่งรอบด้านทั้ง เรียนดี กิจกรรมเด่น งานนี้ต้องรู้จักวิธีแบ่งเวลาและต้องมีวินัยในการทำตามแผนที่วางไว้ โดยต้องเริ่มจากพิจารณาก่อนว่า ตัวเราอยากจะเทน้ำหนักไปทางไหนมากกว่ากัน ระหว่างงานทางด้านวิชาการ อยากเป็นเด็กเรียนเก่ง ผลการเรียนยอดเยี่ยมทุกเทอม หรือด้านกิจกรรม อย่างพวกการเล่นกีฬา การทำชมรม การออกค่าย เป็นต้น ต้องการเป็นเด็ก เรียนดี กิจกรรมเด่น ต้องทำอย่างไร ถ้าเราต้องการให้ตัวเองเรียนดี กิจกรรมเด่นเมื่อเลือกแล้วให้เอาส่วนที่เป็นแกนหลักมาวางตารางก่อน สมมติเราเลือกให้การเรียนดีเป็นมุมเด่น แล้วให้การทำกิจกรรมเป็นมุมรอง หากต้องการเรียนดี กิจกรรมเด่นก็มาดูว่าตอนนี้มีรายวิชาไหนที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน แยกวิชาออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกที่เรียนได้ดีอยู่แล้ว ให้รักษาระดับด้วยการตั้งใจเรียนในห้อง จดโน้ตระหว่างเรียนหรือหลังจากทำการบ้าน พยายามจดโน๊ตให้สั้นกระชับ ไม่ต้องอธิบายละเอียดมากนัก ยิ่งถ้าวิชาไหนที่เรามีความชื่นชอบก็ยิ่งเรียนรู้ได้ง่าย และอาจไม่จำเป็นต้องจดโน๊ตอะไรเพิ่มเติมอีก แค่อ่านทบทวนเพียงเล็กน้อยในช่วงหัวค่ำก็พอ ส่วนกลุ่มวิชาที่ยังทำได้ไม่ดีนัก ก็จะต้องหาแนวทางในการเสริมองค์ความรู้ของรายวิชานั้นขึ้นมา เพราะเด็กเรียนดีจะต้องมีผลการเรียนของทุกรายวิชาไล่เลี่ยกัน อาจจะเป็นการเพิ่มชั่วโมงทบทวนเนื้อหา ให้เพื่อนที่เข้าใจวิชานั้นได้ดีช่วยอธิบาย ตรงไหนยังไม่เข้าใจก็ให้เดินเข้าไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาโดยตรง ระหว่างเรียนรู้ก็ควรสังเกตตัวเองไปด้วยว่า การที่เราทำบางวิชาได้ไม่ดีมันมีปัญหาที่ตรงไหน จะได้แก้ไขให้ได้ผลลัพธ์แบบระยะยาวได้ด้วย เรียนดี กิจกรรมเด่นปกติแล้วเด็กเรียนดีจะต้องมีชั่วโมงเรียนรู้ด้วยตัวเองประมาณ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มเติมจากการเรียนในห้องเรียน…

แนวทางดีๆ สำหรับเด็กที่ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย มีทางเลือกอะไร สำหรับเด็กยุคใหม่ ในปัจจุบนหรือไม่

นับเป็นปรากฎการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับวงการการศึกษา ที่เด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนไม่สนใจที่จะ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย อีกต่อไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขามองเห็นโลกได้กว้างกว่ายุคก่อน ข้อมูลข่าวสารจากอีกฟากหนึ่งของโลกสามารถเรียนรู้ได้ภายในเวลาเพียงชั่วอึดใจเดียว เด็กๆ จึงได้เห็นไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่ค่อนข้างหลากหลาย แน่นอนว่ามันทำให้ทางเลือกของพวกเขาหลากหลายด้วยเช่นกัน เมื่อบวกกับความเอือมระอาในระบบการศึกษาที่ยังถือว่าล้าหลังพอสมควร ก็เลยทำให้อยากพาตัวเองออกนอกระบบไป แนวทาง ทางเลือกใหม่ สำหรับเด็กที่ ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย ทีนี้สิ่งที่ผู้ปกครองหลายคนเป็นกังวลก็คือ เมื่อลูกไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยแล้วเขาจะทางเลือกแบบไหนบ้าง คำตอบตรงนี้ค่อนข้างกว้างทีเดียว เพราะแม้แต่อาชีพก็ยังมีโอกาสที่จะเกิดอาชีพใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ ขอเพียงแค่เด็กๆ รู้ตัวว่าชื่นชอบอะไรมากเป็นพิเศษ แล้วพ่อแม่ก็สนับสนุนสิ่งนั้นให้พัฒนาต่อยอดไปได้ เช่น ทักษะการทำอาหาร การเล่นกีฬา เล่นเกม ปลูกต้นไม้ วาดรูป เป็นต้น ทุกอย่างสามารถกลายเป็นอนาคตที่สดใสได้ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องนี้จะง่ายมากหากเด็กๆ รู้ถึงความต้องการของตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้ารู้เพียงแค่ไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยไม่สามารถตอบได้ว่าทางเลือกไหนที่อยากลองทำมากกว่า แบบนี้มีปัญหาตามมาในภายหลังแน่นอน ผู้ปกครองอาจจะต้องช่วยให้เขาค้นหาตัวเองให้เจอก่อน ด้วยการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ และคอยดูว่ากิจกรรมไหนที่สามารถดึงความสนใจของเขาได้มากเป็นพิเศษ และกิจกรรมใดที่เด็กสามารถใช้เวลาอยู่กับมันได้ยาวนาน จากนั้นค่อยไปมองหาทางเลือกที่เหมาะสม บางคนอาจไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่จำเป็นต้องเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะวิชาชีพที่เขาชอบนั้นต้องการใบประกาศเพื่อการันตีความสามารถ เช่น แพทย์ วิศวกร เป็นต้น แต่สำหรับบางคนอาจเลือกเรียนเป็นคอร์สตามความสนใจ แล้วลงมือทำไปเรื่อยๆ…

วิธีจำง่าย ที่ทุกคนทำได้

วิธีจำง่าย จำไว ใครอยากเรียนเก่ง ต้องรู้ไว้ บอกเลยว่า ห้ามพลาด

ความจำดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน ของเรา ดังนั้นวันนี้เราจะมาชวนผู้เรียนฝึกความจำด้วย วิธีจำง่าย ซึ่งได้ผลดีเหล่านี้ แนะนำ วิธีจำง่าย  เทคนิคช่วยจำ  ที่ใครๆ ก็ทำได้ สร้างสรรค์เองก็ได้ไม่ยาก อาจไม่มีวิธีที่ดีที่สุดในการจดจำ  รวมถึงวิธีจำง่ายของใครก็อาจเป็นวิธีจำยากของอีกคนได้  ดังนั้นควรสร้างสรรค์การจดจำด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม  ที่ทำให้รู้สึกว่าจำได้ไม่ฝืน  ขอยกตัวอย่างเทคนิคช่วยจำที่เรียกว่า  Use  Mnemonic  device  ซึ่งผู้เรียนสามารถนำไปปรับใช้หรือต่อยอดเองได้  ได้แก่ –  การจำคำศัพท์ต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศจากกลอนหรือเพลงสั้นๆ  ยกตัวอย่างเช่น  บันดาลลงบันได       บันทึกให้จำจงดี  รื่นเริงบันเทิงมี          เสียงบันลือสนั่นดัง…  (จำคำศัพท์ภาษาไทยที่เขียนถูกต้องเป็นกลอน) –  การจำหลักภาษาด้วยการแปลงมาเป็นข้อความสั้นๆ  เช่น  งูใหญ่นอนอยู่  ณ  ริมวัดโมฬีโลก  (การจดจำอักษรต่ำเดี่ยว  10  ตัวในภาษาไทย  คือ  ง  ญ  น  ย  ณ  ร  ว  ม …

ท่าบริหารสมอง สำหรับนักเรียน นักศึกษา

ท่าบริหารสมอง สำหรับนักเรียน นักศึกษา ช่วยลดความเครียด จากการเรียน

นักเรียนนักศึกษาที่มีอาการเครียดจากการเรียนการสอบ ต้องอ่านหนังสือจนดึกดื่น หรือมีอาการเหนื่อยล้าเพราะต้องเรียนตลอดทั้งวัน สมองของพวกเขาก็จะไม่ปลอดโปร่ง เรียนรู้ได้ช้า และขาดสมาธิได้ง่าย ดังนั้นการลองบริหารสมองด้วย ท่าบริหารสมอง ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ ก็จะช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายในท่าต่าง ๆ กระตุ้นให้สมองทำงานได้ดี ลดความตึงเครียด และทำให้การเรียนรู้ฉับไวมากขึ้น รวม ท่าบริหารสมอง ลดความเครียด สำหรับเด็กนักเรียน นักศึกษา ท่าบริหารสมองสำหรับเด็กวัยเรียน : ท่าลูบคอ ประโยชน์เป็นท่าบริหารที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และกระแสประสาท และกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้นวิธีบริหาร -เริ่มจากอยู่ในท่านั่ง -นำมือข้างขวามาวางที่ลำคอด้านหน้า โดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้วางตรงกระดูกคอ -จากนั้นให้ลูบเบา ๆ ลงมา -มือข้างซ้ายให้วางทาบตรงบริเวณสะดือ -สำหรับส่วนใบหน้า ให้หันหน้าตรง แต่ใช้สายตากวาดไปมา โดยเริ่มกวาดจากทางซ้ายไปทางขวา และกวาดสายตาจากข้างล่างหรือพื้น แล้วขึ้นไปที่ข้างบนหรือเพดาน -จากนั้นให้เปลี่ยนมือจับ คือให้เปลี่ยนมือข้างซ้ายมาวางที่ลำคอด้านหน้า และให้ใช้มือขวามาวางที่สะดือบ้าง แล้วทำเหมือนเดิม ท่าบริหารสมองสำหรับนักเรียนนักศึกษา : ท่ามองมือ ประโยชน์ เป็นท่าบริหารที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของสมองได้ดี วิธีบริหาร -เริ่มจากอยู่ในท่านั่ง -ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแล้วกำมือ…

ทฤษฎีหมวก 6 ใบ ฝึกคิดแบบใหม่ ให้การเรียนมีประสิทธิภาพขึ้น

ทฤษฎีหมวก 6 ใบ ฝึกคิดแบบใหม่ ให้การเรียนมีประสิทธิภาพขึ้น

ทำความเข้าใจกับทฤษฎีหมวก  6  ใบภายใน  1  นาที ทฤษฎีหมวก  6  ใบ ก็คือการฝึกคิดอย่างเป็นระบบ  รอบด้าน  และครอบคลุม  โดยใช้หมวกสมมติหรือหมวกจริง  6  ใบ  6  สีเป็นอุปกรณ์  ซึ่งหมวกแต่ละใบคือตัวแทนของการคิดด้วยมุมมองต่างๆ  เรียนรู้ให้เข้าใจ ทฤษฎีหมวก  6  ใบ หมวกแต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร? –  หมวกสีขาว  คือตัวแทนของการคิดในมุมมองของข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเบื้องต้น  (ตัวเลข  ผลพิสูจน์)  โดยไม่มีการแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นลงไป  ซึ่งผู้ที่มีความคิดโน้มไปทางหมวกสีขาวจะเชื่อสิ่งใดก็ต่อเมื่อมีการพิสูจน์แล้ว  –  หมวกสีแดง  คือตัวแทนของการคิดในมุมมองของอารมณ์ความรู้สึกล้วนๆ โดยไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับ  เรียกว่าชอบก็บอกชอบกันตรงๆ  สำหรับผู้ที่มีความคิดโน้มไปทางหมวกสีแดงจะมีความชัดเจนในตัวเองและกล้าแสดงออก  –  หมวกสีดำ  คือตัวแทนของการคิดในมุมมองของเหตุและผลล้วนๆ  บอกข้อดีและข้อเสียต่างๆ ที่คิดได้รวมถึงอุปสรรคที่อาจมี  ซึ่งผู้ที่มีความคิดโน้มไปทางหมวกสีดำจะมีความรอบคอบและระมัดระวังสูง –  หมวกสีเหลือง  คือตัวแทนของการคิดในมุมมองที่เป็นบวก  เป็นการเล็งเห็นข้อมูลเชิงบวก  ประโยชน์  ข้อดี  หรือจุดเด่นที่มีเพื่อนำไปสู่การพัฒนา  และสำหรับผู้ที่มีความคิดโน้มไปทางหมวกเหลืองจะมีความสามารถในการต่อยอด – …

การเรียนรู้แบบ New Normal บ้านและการเรียนรู้ในยุคโควิด 19

การเรียนรู้แบบ New Normal บ้านและการเรียนรู้ในยุคโควิด 19

“บ้านคือโรงเรียนแห่งแรก พ่อแม่คือครูคนแรก” จากคำกล่าวข้างต้น พบได้ชัดเจนในช่วง โควิด 19 เนื่องจากเหล่าน้อง ๆ หนู ๆ ต้องปรับเปลี่ยนการเรียนในชั้นเรียนเป็นการเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งเป็น การเรียนรู้แบบ New Normal ซึ่งสิ่งที่ยากจะควบคุมมาก ระหว่าง สมาธิของเด็กวัยนี้ กับการจดจ่อในการเรียนออนไลน์ ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมตลอดทั้งวัน ต่างจากบรรยากาศการเรียนในชั้นเรียนอย่างสิ้นเชิง การเรียนรู้แบบ New Normalการศึกษาที่เหมาะ ในยุคโควิด 19 การปิดโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนเรียนออนไลน์จากที่บ้าน การเรียนรู้แบบ New Normalส่งผลกระทบต่อนักเรียนและผู้ปกครองอย่างมาก โดยเฉพาะ เด็กอนุบาล และเด็กประถม เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถอยู่บ้านคนเดียวหรือไม่สามารถเรียนรู้ออนไลน์ด้วยตัวเองได้ มีหลายวิธีที่ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรหลานด้วยกิจกรรมง่ายๆราคาประหยัด เช่นการอ่านหนังสือ หรือการร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นประจำ ซึ่งสามารถสนับสนุนทักษะภาษาขั้นพื้นฐานของพวกเขาได้ หรือการนำเสนอประสบการณ์ต่าง ๆ รอบตัวเรา เช่นการสำรวจชุมชนในท้องถิ่น สามารถกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้ อยากเห็น และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลก ได้เป็นอย่างดี และสนับสนุนด้านทักษะวิชาการให้เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิต เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และการพัฒนาทางกายภาพ เป็นการเรียนรู้ทั้งการปฏิบัติ…