เด็กซิ่ว

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว คือ การทำตัวให้เข้ากับน้องๆ ไม่ทำตัวต่าง

วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว การเตรียมความพร้อม ที่ต้องกลับไปเรียน ร่วมกับรุ่นน้อง

ไม่ว่าจะเป็นเด็กมัธยมที่เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยด้วยการสอบเพียงครั้งเดียว หรือเป็นเด็กซิ่วที่ตัดสินใจย้ายคณะหรือย้ายมหาวิทยาลัยเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ล้วนมีความท้าทายในการปรับตัวไม่ต่างกัน สำหรับเด็กมัธยมอาจจะมองว่า คนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนนั้นได้เปรียบ ทั้งเรื่องการสอบที่มีโอกาสทำได้คะแนนสูงกว่า และการปรับตัวกับบรรยากาศการเรียนใหม่และเพื่อนกลุ่มใหม่ แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ในวันนี้เราจึงขอแนะนำเกี่ยวกับ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว กับเด็กซิ่วทุกๆ เพื่อเตรียมความพร้อมกับการเรียนในภาคเรียนต่อๆไป แนะนำ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว เพื่อเตรียมความพร้อม ในการกลับมาเรียนใหม่ เนื่องจากเด็กซิ่วจะต้องกลับมาเรียนกับรุ่นน้องที่ต่างวัยกัน ถึงจะห่างกันแค่ 1-2 ปี แต่ความรู้สึกถึงการเข้ากันได้ยังมีช่องว่างอยู่เสมอ นอกจากคนที่ตัดสินใจย้ายที่เรียนจะต้องเตรียมตัวกับสถานที่และข้อกำหนดใหม่ๆ เช่นเดียวกับคนอื่นแล้ว เขายังต้องพยายามสานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ มากกว่าเด็กที่สอบเข้ามาพร้อมกันด้วย หากไม่ได้เป็นคนที่มีบุคลิกร่าเริง และไม่ได้มีมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นพื้นฐาน พวกเขาก็จะต้องใช้เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนให้มาก เพื่อสร้างความคุ้นเคยจึงจำเป็นจะต้องรู้จักกับวิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว นั้นเอง สำหรับเด็กซิ่วที่กำลังมีปัญหา และคิดว่าตัวเองเริ่มเข้ากับสังคมมหาวิทยาลัยไม่ได้ วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่ว อยากให้เริ่มจากมองว่าตัวเองไม่ได้ต่างจากเด็กคนอื่น และการเลือกเปลี่ยนสาขาที่เรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ออกจะน่าภูมิใจด้วยซ้ำไป เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าหาญมากพอที่จะเลือกตามความชื่นชอบ เมื่อไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำแล้ว ก็จะช่วยให้การเข้าสังคมทำได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนยิ้มยากก็เตือนตัวเองให้ยิ้มบ่อยๆ หากยิ้มให้คนอื่นก่อนได้ก็จะดีมาก วิธีการปรับตัวของเด็กซิ่วต่อมาคือการใช้ประสบการณ์ของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เด็กซิ่วส่วนมากจะรู้ว่าการเตรียมตัวเรียนในแต่ละวิชาเป็นอย่างไร ต้องหาชีทเรียนยังไง ต้องเลือกคลาสที่เรียนแบบไหน ให้แบ่งปันความรู้ตรงนี้ให้กับเพื่อนๆ ทำนองว่าเป็นที่ปรึกษาก็ได้ กรณีนี้จะเหมาะมากกับคนที่พูดไม่ค่อยเก่ง เพราะเพื่อนจะเป็นฝ่ายเข้ามาถามข้อมูลกันเราเอง หน้าที่เราแค่แนะนำแนวทางที่ดีที่สุดไป…

เด็กซิ่ว ก็มีหัวใจ

ปรับทัศนคติ “เด็กซิ่ว” ไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องมี ตราบาปติดตัว

               นอกเหนือไปจากความตึงเครียดของเด็กมัธยมปลายที่ต้องช่วงชิงที่นั่งในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ปัญหาของ เด็กซิ่ว ก็มีความวุ่นวายไม่แพ้กัน ต้องขออธิบายก่อนว่าเด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่ได้เข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว ผ่านไป 1 ปี พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าคณะที่ตัวเองอยู่นั้นไม่ใช่ตัวตนของเขา จึงได้ทำการ “ซิ่ว” หรือลงสนามสอบใหม่เพื่อย้ายคณะ ในการสอบแข่งขันแต่ละปี จึงมีประเด็นถกเถียงกันมากมาย ว่าเด็กกลุ่มนี้มากินที่เด็กที่จบปีปัจจุบัน แถมยังได้เปรียบว่าในเรื่องของประสบการณ์ ทำความเข้าใจกันใหม่กับคำว่า เด็กซิ่ว                ทีนี้เมื่อกลุ่ม เด็กซิ่ว ได้เข้าคณะที่ชอบแล้ว เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมรุ่น ตัวเองก็จะมีอายุมากกว่า เคยเรียนที่อื่นมาแล้ว บางครั้งจึงเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ ถึงเข้าได้ก็ไม่สนิทใจมากเท่ากับรุ่นราวคราวเดียวกัน หากเป็นคนที่จิตใจไม่เข้มแข้งพอ ก็จะมีภาวะตึงเครียด และอาจรุนแรงจนถึงซึมเศร้าได้ แม้ว่าตอนนี้จะมีมุมมองที่เปิดกว้างเกี่ยวกับเด็กย้ายที่เรียนกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีการบูลลี่แฝงในสังคมอยู่ดี                เราจึงควรมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่า เด็กซิ่ว ไม่ใช่คนที่ทำความผิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ควรได้รับการตอบสนองจากสังคมในแบบที่แปลกแยกไปจากเพื่อนๆ ด้วย ในทางกลับกัน เราควรชื่นชมเด็กกลุ่มนี้ ที่กล้าเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ มากกว่า เพราะมันจะเป็นทักษะที่ติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนรู้ดีว่า การฝืนทำในสิ่งที่ไม่รักจนแก่ตาย มันทรมานขนาดไหน                ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ทำไม…

การซิ่วไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองต่างหากที่จะมองว่ามันคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร เวลาที่มีอยู่ เราจะต้องทำมันออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

ทำความเข้าใจ ข้อดีของการซิ่ว ทั้งซิ่วไปเรียนและซิ่วอยู่บ้าน ใช่ว่าจะแย่เสมอไป

               บางครั้งการเลือกคณะที่ใช่ สาขาที่ชอบก็เป็นเรื่องที่ยากสำหรับเด็กม.6 มากๆ เพราะเนื่องการศึกษาที่ยังไม่ชัดเจนในเรื่องการต่อยอดในอนาคต หรือแม้กระทั่งในบางโรงเรียนก็มีประสบการณ์ ข่าวสารหรือสื่อที่บ่งบอกในการเลือกคณะ สาขาหรืออาชีพในปัจจุบันที่ไม่ได้มาก จนทำให้เด็กม.6หลายคนที่ยังไม่รู้ตัวเองว่าชอบสิ่งใดหรืออยากจะประกอบอาชีพใด สิ่งนี้ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเลือกคณะหรือสาขาที่ตนเองต้องการไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การเลือกคณะหรือสาขาก็เป็นเรื่องยากมากๆสำหรับพวกเขา เพราะว่าถ้าเลือกคณะหรือสาขาที่ตนเองไม่ชอบและไม่สามารถเรียนได้ สิ่งนี้จะนำไปสู่หนทางในการซิ่ว โดยการซิ่วเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายๆคนมักจะเป็นกังวลมากต่อบุตรหลาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเสมอ บทความนี้จะนำท่านผู้อ่านได้ทราบถึง ข้อดีของการซิ่ว ดังนี้ แนะนำ ข้อดีของการซิ่ว ข้อดีของการซิ่ว มีเวลาในการเตรียมตัวมาก การซิ่วเพื่อเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ใช่ สาขาที่ชอบนั้นมีระยะเวลาในการเตรียมตัวอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งเป็นเวลาที่ค่อนข้างจะมาก ทำให้เราสามารถวางแผนในการอ่านหนังสือเยอะมาก โดยเฉพาะถ้าหากเราเตรียมตัวทุกอย่างเสร็จก่อนกำหนดสอบ ก็จะมีเวลาในการทบทวนบทเรียนอีกครั้งก่อนเข้าสู่สนามสอบอีกด้วย ข้อดีของการซิ่ว มีสมาธิกับหนังสือ ในกรณีนี้หมายถึงการซิ่วอยู่บ้าน ซึ่งเราจะมีสมาธิและจดจ่ออยู่แต่กับหนังสือและเป้าหมายในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามที่ฝันไว้ อีกทั้งที่บ้านเป็นที่ๆเราอยู่แล้วสบายใจและรู้สึกดี ยิ่งทำให้เราไม่รู้สึกเครียดกับกับอ่านหนังสือมากเกินไปอีกด้วย ข้อดีของการซิ่ว ค้นหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเองจริงๆ ในการที่เราซิ่วออกมานั้น เพราะว่าคณะที่เราสอบเข้าไปได้ ไม่ใช่คณะที่เราชอบจริงๆหรือต่อให้คณะที่เราชอบจริงๆแต่เมื่อสอบเข้าไปแล้ว เรากลับไม่สามารถเรียนได้เลย ก็เป็นเหตุผลในการซิ่วได้ ซึ่งในระยะเวลาที่เตรียมตัวนั้น เราสามารถที่จะค้นหาตัวเองใหม่อีกครั้ง ศึกษาข้อมูลในคณะต่างๆอาชีพต่างๆว่าสิ่งใดที่เหมาะกับเราและเราสามารถเรียนได้ หรืออาชีพนั้นเป็นอาชีพที่จะอยู่กับเราไปอีกครึ่งค่อนชีวิตหรือไม่               การซิ่วไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่ขึ้นอยู่กับตัวเราเองต่างหากที่จะมองว่ามันคือสิ่งที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร…