การซิ่วไปเรียน

เด็กซิ่ว ก็มีหัวใจ

ปรับทัศนคติ “เด็กซิ่ว” ไม่ใช่กลุ่มคนที่ต้องมี ตราบาปติดตัว

               นอกเหนือไปจากความตึงเครียดของเด็กมัธยมปลายที่ต้องช่วงชิงที่นั่งในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ปัญหาของ เด็กซิ่ว ก็มีความวุ่นวายไม่แพ้กัน ต้องขออธิบายก่อนว่าเด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่ได้เข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว ผ่านไป 1 ปี พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าคณะที่ตัวเองอยู่นั้นไม่ใช่ตัวตนของเขา จึงได้ทำการ “ซิ่ว” หรือลงสนามสอบใหม่เพื่อย้ายคณะ ในการสอบแข่งขันแต่ละปี จึงมีประเด็นถกเถียงกันมากมาย ว่าเด็กกลุ่มนี้มากินที่เด็กที่จบปีปัจจุบัน แถมยังได้เปรียบว่าในเรื่องของประสบการณ์ ทำความเข้าใจกันใหม่กับคำว่า เด็กซิ่ว                ทีนี้เมื่อกลุ่ม เด็กซิ่ว ได้เข้าคณะที่ชอบแล้ว เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมรุ่น ตัวเองก็จะมีอายุมากกว่า เคยเรียนที่อื่นมาแล้ว บางครั้งจึงเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยได้ ถึงเข้าได้ก็ไม่สนิทใจมากเท่ากับรุ่นราวคราวเดียวกัน หากเป็นคนที่จิตใจไม่เข้มแข้งพอ ก็จะมีภาวะตึงเครียด และอาจรุนแรงจนถึงซึมเศร้าได้ แม้ว่าตอนนี้จะมีมุมมองที่เปิดกว้างเกี่ยวกับเด็กย้ายที่เรียนกันบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีการบูลลี่แฝงในสังคมอยู่ดี                เราจึงควรมาทำความเข้าใจกันใหม่ว่า เด็กซิ่ว ไม่ใช่คนที่ทำความผิดอะไรเลย แล้วก็ไม่ควรได้รับการตอบสนองจากสังคมในแบบที่แปลกแยกไปจากเพื่อนๆ ด้วย ในทางกลับกัน เราควรชื่นชมเด็กกลุ่มนี้ ที่กล้าเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ มากกว่า เพราะมันจะเป็นทักษะที่ติดตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต ซึ่งผู้ใหญ่ทุกคนรู้ดีว่า การฝืนทำในสิ่งที่ไม่รักจนแก่ตาย มันทรมานขนาดไหน                ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ทำไม…

ข้อเสียของ การซิ่วไปเรียน

ข้อเสียของ “การซิ่วไปเรียน” แย่กว่าที่ใครหลายๆ คนได้คิดไว้ !

               หลายคนอาจจะงงกับคำว่า “ซิ่วไปเรียน” มันคือ การที่นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในคณะหรือสาขานั้นๆ แต่ไม่ได้รู้สึกชอบหรือใช่ แล้วต้องการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่ตนเองชอบและใฝ่ฝันใหม่อีกครั้ง โดย การซิ่วไปเรียน นั้นจะต้องมีการเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปพร้อมกับการเรียนในคณะปัจจุบันด้วย ซึ่งใครหลายๆคนไม่ค่อยเลือกในการซิ่วแบบไปเรียน เพราะมีข้อเสียหลายอย่างมาก ข้อเสียของการซิ่วไปเรียน เหนื่อย การซิ่วไปเรียน จะต้องตื่นไปเรียนพร้อมทั้งอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนื่อยมากๆ เพราะว่าจะต้องไปเรียนในห้องเรียน มีการบ้านในแต่ละวิชา ต้องวางแผนในการอ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัย รวมไปถึงการทำกิจกรรมต่างๆอีกด้วย โดยปกติการไปเรียนในแต่ละวันก็ทำให้นักศึกษาหมดพลังไปเยอะแล้ว มีเวลาค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับการซิ่วอยู่บ้าน ที่มีเวลาในการเตรียมตัวแบบเต็มที่ในระยะเวลาโดยประมาณ 1 ปี ซึ่งแตกต่างกับ การซิ่วไปเรียน ที่จะต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกัน ดังนั้นการวางแผนจะต้องดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง ร่างกายรับไม่ไหว ในการเรียนคณะปัจจุบันของเราต้องมีหลายหน้าที่ด้วยกัน พร้อมทั้งที่เราต้องเตรียมตัวในการสอบเข้าในครั้งใหม่อีกด้วย ทำให้เวลาในการพักผ่อนมีน้อยมากๆ บางครั้งอาจจะทำให้รู้สึกเครียด วิตกกังวลไม่สบาย เจ็บไข้ได้ป่วย หรืออาจจะทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆได้ ความกดดัน การที่เราเลือกที่จะไปคณะหรือสาขาใหม่ ทำให้คนรอบข้างมักจะตั้งคำถามกับเรา และพยายามที่จะชี้แนะในสิ่งที่พวกเขาคิด ซึ่งคำพูดเหล่านั้นอาจจะทำให้เรารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจ ไม่สู้ต่อได้ ซึ่งกำลังใจชั้นดีสำหรับเด็กซิ่วก็คือ ครอบครัวที่พร้อมจะเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการ เพื่อนที่คอยช่วยเหลือเราอยู่เสมอ และคนที่สำคัญที่สุดก็คือ…